Browsing all articles tagged with issey miyake Archives | Planet2go.COM

จาก blog ก่อนหน้าที่กล่าวถึง นาฬิกาแฟชั่น มีผู้อ่านหลายท่านสนใจเกี่ยวกับนาฬิกา Issey Miyake เป็นจำนวนมาก และมีบางท่านอยากให้เล่าเกี่ยวกับประวัตินาฬิกา Issey Miyake ว่ามีความเป็นมาอย่างไร แบรนด์ Issey Miyake นั้นมาจากชื่อของแฟชั่นดีไซน์เนอร์ชาวญี่ปุ่น คือ Mr. Issey Miyake เกิดเมื่อ 22 เมษายน พ.ศ.2481 ที่จังหวัดฮิโรชิมา แล้วเขาก็เป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ถล่มฮิโรชิมาเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2488 ซึ่งตอนนั้นเขามีอายุเพียง 7 ขวบเท่านั้น เขาเรียนด้าน Graphic Design ที่มหาวิทยาลัยศิลปะทามะในกรุงโตเกียว และจบการศึกษาในปี พ.ศ.2507 หลังจากเรียนจบเขาได้มีโอกาสไปทำงาน ณ.กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสและที่กรุงนิวยอร์กประเทศสหรัฐอเมริกา และกลับมาก่อตั้งห้องเสื้อผู้หญิงชื่อ “Miyake Design Studio” เมื่อปี พ.ศ.2513 ซึ่งห้องเสื้อของเขาจะระดับเทียบเท่ากับแบรนด์ชั้นนำหรือเรียกว่า High Fashion และในปี พ.ศ.2523 เค้าได้คิดค้นวิธีใหม่ในการทำผ้าอัดพลีท ซึ่งสวมใส่และรักษาง่ายกว่าวิธีเดิมๆ เป็นการปฏิวัติวงการเสื้อผ้าครั้งใหญ่ ซึ่งตอนนั้นเค้าให้ชื่อว่า Pleats Please.

Mr. Issey Miyake

Issey Miyake Watch

Issey Miyake เริ่มเข้าสู่วงการนาฬิกาเมื่อปี พ.ศ.2544 โดยจับมือกับบริษัท ไซโก้ อินสทรูเม้นท์ (Seiko Instrument Inc.) และออกแบบโดย Miyake Design Studio ซึ่งในโครงการนี้มีดีไซน์เนอร์ชื่อดังเข้าร่วมถึง 7 คนด้วยกัน โดยร่วมกันสร้างสรรค์และถ่ายทอดผลงานผ่านความคิดของ Mr. Issey Miyake ในทุกๆวันพวกเขาจะพบกับความท้าทายในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยคงคอนเซ็ปท์ว่าเป็นนาฬิกา Analog (นาฬิกาแบบมีเข็ม) และต้องผลิตในญี่ปุ่นด้วย โดยดีไซน์เนอร์จะเป็นผู้ออกแบบแพ็กเกจด้วยตนเอง จากความร่วมมือของทั้ง 3 กลุ่มคือดีไซน์เนอร์, บริษัทไซโก้,และ Miyake Design Studio จึงรังสรรค์ผลงานที่สวยงามไม่เหมือนใคร  สามารถใช้ งานได้ดีและราคาสมเหตุสมผล และนี่คือที่มาของนาฬิกาแบรนด์นี้ค่ะ

ผู้อ่านบางท่านอาจจะเคยเห็นหน้าตาของนาฬิกา Issey Miyake ไปบ้างไม่มากก็น้อย บางท่านอาจหลงไหล (แบบผู้เขียน) ในดีไซน์และรูปลักษณ์ของมัน ทีนี้เรามาทำความรู้จักกับดีไซน์เนอร์แต่ละท่านที่ออกแบบนาฬิกาแต่ละรุ่นของ Issey Miyake ว่าเป็นใครกับบ้างค่ะ

 

YAMANAKA TOSHIHARU – หรือ Mr. Shunji Yamanaka จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียวในปี พ.ศ.2525 และได้เข้าทำงานที่บริษัท นิสสัน ดีไซน์ เซ็นเตอร์ เขาเริ่มผันตัวมาเป็น นักออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอิสระในปี พ.ศ.2530 โดยทำการพัฒนาอุปกรณ์ตั้งแต่นาฬิกาจนถึงรถยนต์ เขายังทำหน้าที่เป็นอาจารย์รับเชิญของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยโตเกียวในปี พ.ศ.2534 และได้ก่อตั้ง Leading Edge Design Corporation ในปีพ.ศ. 2537

Shunji Yamanaka

ผลงาน – INSETTO คอนเซ็ปท์คือ “ทำความเข้าใจโลกที่มหัศจรรย์” กาลเวลาไม่มีค่าสำหรับโลกที่มหัศจรรย์ดวงนี้ แต่มนุษย์ยังคงต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจกับมัน ดังนั้นจึงมีการคิดค้นนาฬิกาเพื่อคำนวณเวลา เวลาจะเป็นตัวบอกตำแหน่งของดวงอาทิตย์ ระยะเวลาในการก้าวเดินและช่วงจังหวะที่ดอกไม้จะบาน นาฬิกาจึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสำรวจ และยังจำเป็นต่อการใช้ช่วยในการสังเกตุ บันทึกกิจกรรมที่เกิดขึ้นของสิ่งมีชีวิตเล็กๆในโลก และนาฬิกาข้อมือก็ทำหน้าที่ในการเติมเต็มความต้องการและทัศนะคติทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้น INSETTO Design ใน Issey Miyake นั้นมีการนำมารวมเข้าด้วยกันจากหลายๆ ดีไซน์ หนึ่งในนั้นมาจาก Jean-Henri Fabre  โดยดีไซน์ที่ได้มาในท้ายสุดนี้ คงคอนเซ็ปท์ที่ว่า “นาฬิกาเป็นเครื่องมืออัจฉริยะสำหรับใช้ในการสำรวจประจำวัน” ซึ่งอธิบายความหมายของ INSETTO ได้เป็นอย่างดี

ผลงาน – OVO เป็นนาฬิกาที่ถูกตั้งชื่อว่า “ไข่” ซึ่งได้บรรยายเกี่ยวกับ โลกเล็กๆ ใบนี้ว่าเป็นบ่อเกิดของชีวิต และมันก็ค่อยๆ เติบโตอย่างช้าๆ และกระจายความรับรู้ในการค้นหาทุกๆ วิถีทาง สุดท้ายก็ถูกรวมกันในศูนย์กลาง โดยร่วมกันเจริญเติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์

 

HARRI KOSKINEN –  เป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมซึ่งมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ผลงาน “Block Lamp” เป็นงานส่วนหนึ่งที่เค้าออกแบบ และถูกแสดงในพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ ในกรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ในอนาคตผู้คนจะตื่นเต้นและสนุกไปกับ VAKIO ดีไซน์ ซึ่งจะแสดงออกให้เห็นถึงอารมณ์และความทันสมัยสไตล์ Issey Miyake

Harri Koskinen

ผลงาน – VAKIO, VAKIO II ในภาษาฟินแลนด์นั้น VAKIO แปลว่า “มารตฐานที่ไม่เปลี่ยนแปลง” โดยมีนวัตกรรมในการออกแบบโดยมีอิทธิพลมาจากทางยุโรปตอนเหนือ โดยคงคอนเซปท์ที่ว่า “ความสวยในดีไซน์ที่คุณจะหลงรักตลอดไป”

 

TOKUJIN YOSHIOKA – ในงาน Salone Internazionale del Mobile di Milano ปี พ.ศ. 2545 เค้าได้จัดแสดงผลงานที่มีชื่อว่า “Honey-Pop” (ได้จัดแสดงถาวรไว้ในพิพิธพันธ์ MoMA) รวมถึงผลงาน “Tokyo-pop” และเค้าได้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานให้กับบริษัท Dadriade ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำที่ผลิตเฟอร์นิเจอร์ของประเทศอิตาลี โดยมีคอนเซปท์ที่เกี่ยวกับสวนญี่ปุ่นในอนาคต  และในปี พ.ศ. 2547 เค้าได้ออกแบบผลงานที่มีชื่อว่า “KISS ME GOODBYE” และผลงานโคมไฟที่ให้ชื่อว่า “ToFU” etc. และยังได้รับรางวัลตามมาอีกหลายรางวัล

Tokujin Yoshioka

ผลงาน – TO series นั้นสะท้อนแนวทางการออกแบบที่ไม่เหมือนใครของ Tokujin Yoshioka เค้าคัดสรรตั้งแต่การเลือกวัสดุ จำแนกคุณลักษณะ และเจาะลึกในส่วนย่อยๆ ของแต่ละองค์ประกอบ เพื่อให้ได้นาฬิกา Issey Miyake ที่ไม่เหมือนใคร คล้ายบรรจงแกะสลักออกมาจากเหล็กแท่ง การรวมเข้าด้วยกันของวิสัยทัศน์ในการออกแบบของ Issey Miyake กับเทคโนโลยีที่ก้าวไกลเป็นแรงบันดาลใจให้ได้มาของ TO series.

 

NAOTO FUKASAWA – เกิดที่จังหวัดยามานาชีในปี พ.ศ. 2499 เรียนจบจากมหาวิทยาลัยศิลปะทามะ สาขาออกแบบผลิตภัณฑ์ในปี พ.ศ. 2523 และได้ไปที่สหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2532 โดยทำงานกับบริษัทที่นั่นเป็นเวลาถึง 8 ปี ในปี พ.ศ. 2546 ได้ก่อนตั้ง Naoto Fukasawa Design ได้ทำงานมาทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมถึงประเทศเยอรมันและประเทศแถบสแกนดิเนเวีย และได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย Mr.Fukusawa เป็นบอร์ดที่ปรึกษาของบริษัท MUJI และเป็นกรรมการบริษัท 21_21 Design Sight รวมถึงเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยศิลปะมุซาชิโน่และอาจารย์รับเชิญที่มหาวิทยาลัยศิลปะทามะด้วย

Naoto Fukasawa

ผลงาน – Twelve, Twelve 365 นั้นเน้นความเรียบง่ายมากที่สุด โดยต้องการลดตัวเลขหรือเส้นขีดในหน้าปัทม์นาฬิกาทั้งหมด ซึ่งทำให้เค้าใช้หน้ากระจกคริสตัลเป็นเหลี่ยมทั้ง 12 ด้านแทน มีเพียงเข็มนาฬิกาเท่านั้นที่อยู่บน Issey Miyake เรือนนี้ ซึ่งมันก็มีขนาดเท่ากันด้วย ทั้งหมดก็สะท้อนออกมาในตัวนาฬิกา ที่มีเหลี่ยมชัดเจนและเข็มบอกเวลายาวเท่ากัน ให้ความรู้สึกแข็งแรง สะอาดตา ซึ่งเป็นผลงานที่เรียบง่ายเหมาะกับแบรนด์ Issey Miyake อย่างมาก

ผลงาน – Trapezoid, Trapezoid AL จากชื่อที่มีความหมายว่า “สี่เหลี่ยมคางหมู” นั้นทำให้เค้านึกถึงภาพในหลายๆ แง่มุม โดยวงหนามเตยจะตัดตรงและมีมาตรวัดความเร็วอยู่บนนั้น โดยแรงบันดาลใจเค้าได้มาจากการนำแฟชั่นผสมกับกีฬาแข่งรถ โดยใช้สีที่ตัดกันของตัวเลขกับสีพื้นบนหน้าปัทม์นาฬิกา

ผลงาน – GO ได้รับแรงบันดาลใจมากจาก เกมโกะ โดยเน้นไปที่แผ่นกระดานของโกะที่มีตัวโกะกลมๆ บนกระดาน เปรียบเทียบเหมือนยามที่หยิบตัวโกะเดินบนกระดาน มันให้ความรู้สึกที่ดีมาก เค้าได้ออกแบบนาฬิกาที่มีดีไซน์ที่น่าพึงพอใจที่สุด และสามารถสื่อความรู้สึกให้เห็นและจับต้องได้

 

ROSS LOVEGROVE – เป็นนักออกแบบที่ชอบผสมผสานความเป็นมนุษย์และการใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่า รวมเข้าไปในงานของเค้า Mr.Ross เกิดเมื่อปี พ.ศ.2501 ที่ Cardif, Wales  เรียนจบจากสาขาอุตสาหกรรมการออกแบบจากวิทยาลัยโปลีเทคนิคแมนเชสเตอร์ เกียรตินิยมอันดับ 1 และต่อปริญญาโทที่ Royal College of Art ที่ London ในปี 2523 ในต้นปีของยุค 80’s ได้ทำงานเป็นดีไซน์เนอร์ให้กับบริษัทเยอรมันชื่อ Frog Design ซึ่งมีผลงานออกแบบมากมาย อาทิเช่น Sony Walkman, Apple Computer และเป็นที่ปรึกษาให้กับ Casharel, Louis Vuitton, Hermes,และ Dupont

Ross Lovegrove

ผลงาน – Hu หมายถึง Human หรือมนุษย์ เป็นคำที่ชัดเจนและบริสุทธิ์ ที่นำมารวบรวมเข้าด้วยกันกับนาฬิกา Issey Miyake เป็นการรวมนาฬิกาที่เปรียบเสมือนสิ่งประดิษฐ์ส่วนนึงในร่างกาย ที่ออกแบบให้เข้ากับกายศาสตร์และสามารถหล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายได้

 

YVES BEHAR  – เกิดที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในปีพ.ศ. 2510 เรียนจบจากวิทยาลัยศิลปะและออกแบบพาซาเดน่า และก่อตั้งสตูดิโอออกแบบในปี 2542 ลักษณะการออกแบบของเค้าจะแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของมนุษย์ โดยการออกแบบของเค้าไม่ได้คำนึงถึงการพัฒนาของมนุษย์ในอนาคตที่ยั่งยืนเพียงอย่างเดียวแต่คำนึงถึงชีวิตจิตใจของมนุษย์รวมถึงการแสดงออกด้วย ผลงานที่ผ่านมาก็จะมี One Laptop per One Child ในประเทศที่กำลังพัฒนา, การควบคุมไฟ LED, MINI Cooper etc. เค้าได้รับรางวัลมากกว่า 150 รางวัล และได้รับเชิญเข้าร่วมงาน  World Economic Forum ที่กรุงดาวอสประเทศสวิสเซอร์แลนด์

Yves Behar

ผลงาน – VUE ได้แรงบันดาลใจมากจากการที่เค้าคิดว่า ทำไมมีเลขถึง 12 เลข ในขณะที่เค้าต้องการดูเวลาเพียงเลขเดียว   จึงได้ผลงานออกมานำเสนอในรูปแบบที่แตกต่างไม่เหมือนใคร โดยจะแสดงตัวเลขเพียงตัวเดียว โดยชั่วโมงก่อนหน้าจะค่อยๆ เลือนหายไปจากหน้าจอ โดยให้ความเชื่อที่ว่ามีความพิศวงในเวลาที่น่าค้นหา VUE ของ Issey Miyake ทำให้รู้สึกถึงเวลาที่ผ่านมาและผ่านไปในชีวิต

 

SATOSHI WADA  – เป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์และรถยนต์ เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2504 และร่วมงานกับนิสสัน มอเตอร์ ในปีพ.ศ. 2527หลังจากเรียนจบจากมหาวิทยลัยมุซาชิโน่ กรุงโตเกียว และได้ไปเรียนต่อที่ Royal College of Art ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532-2534 ในปี 2541 เริ่มทำงานที่บริษัท Audi AG ที่ประเทศเยอรมัน โดยผลงานที่เด่นคือ Audi A5 ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นรถยนต์คูเป้ที่สวยที่สุดในโลก เค้าได้ก่อตั้ง SWDesign TOKYO ในปี พ.ศ.2552

Satoshi Wada

 

ผลงาน – W นั้นมุ่งเน้นศิลปะดั้งเดิมของญี่ปุ่น โดยที่เค้าตั้งใจที่จะสร้างสรรค์นาฬิกา Chronograph แบบใหม่โดยเกิดในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเข็มบอกวินาทีจะเดินแบบออโตเมติก และเมื่อยามกดปุ่มจะให้ความรู้สึกถึงความสนุกสนานและหลงใหลในธรรมชาติ

Issey Miyake W เรือนนี้ เป็นการผสมผสานการออกแบบรถยนต์ ที่ย่อขนาดเกจ์รถยนต์มาอยู่บนหน้าปัจท์นาฬิกา ขอบอลูมิเนียมที่ดูทนทานแข็งแรงก็เปรียบเสมือนวงล้อรถยนต์ ซึ่งนาฬิกา Chronograph เรือนนี้ได้ถูกรังสรรค์ความงามให้เป็นตามแบบฉบับของคนญี่ปุ่น โดยใช้สีขาวดำเป็นหลัก

 

ทั้งหมดนี้คือ Watch Collection ของ ISSEY MIYAKE ทั้งหมด โดยส่วนตัวมองว่าแบรนด์นี้มีเอกลักษณ์และไอเดียในการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร หวังว่าคงถูกใจผู้อ่านทุกท่านนะคะ สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่ใน blog หน้า สวัสดีค่ะ

Design is not for philosophy it’s for life. – ISSEY MIYAKE

จากที่พยายามนั่งนึก นอนนึก หรือจะกินไปนึกไปว่า เราจะเขียนเรื่องอะไรดี ที่เราสนใจสามารถต่อยอดได้ นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก หันมามองนาฬิกาที่มือตัวเองก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืนแล้ว ดูไปดูมาเจ้าข้อมือนี่

ก็อยู่กับเรามานานมาก จึงได้ไอเดียว่า เอาวะเขียนเรื่องนาฬิกาข้อมือดีกว่า ต้องขอออกตัวว่าเป็นคนชื่นชอบนาฬิกาแฟชั่น ไม่เน้นแพงมากและชอบใส่เปลี่ยนบ่อยๆ ตามการแต่งตัวหรือตามอารมณ์ แต่เพื่อไม่ให้เนื้อหามันไร้สาระเกินไป ก็จะเกริ่นประวัติคร่าวๆ ของเจ้านาฬิกาแบบหลวมๆ เพราะถ้าอยากได้แน่นๆ ก็ถามอาจารย์กูกันได้อยู่แล้วนี่นา

เอาละค่ะ เจ้านาฬิกาเล็กๆ (Watch) มีแรกเริ่มในสมัยศตวรรษที่ 15, เจ้า Pocket Watchเดิมทีเค้าสวมใส่กันในกระเป๋า มีโซ่คล้องด้วย เหมือนในหนังพีเรียดฝรั่ง ที่พระเอกชอบควักมาดูเวลานั่นแหละ ซึ่งนาฬิกาในสมัยแรกๆนั้นจะบอกเวลาด้วยระบบกลไกจักรกล ซึ่งอาศัยการเคลื่อนไหวของฟันเฟืองต่างๆภายในชุดกลไกที่ได้รับแรงขับมาจากลานสปริงมาทำให้นาฬิกาเดินได้  แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ นาฬิกาไขลานกับนาฬิกาออโตเมติก ข้อเสียของนาฬิกาประเภทนี้ในสมัยก่อนคือเดินไม่ค่อยตรง แล้วก็ sensitive กับปัจจัยหลายอย่างเช่น อากาศ, ตำแหน่งที่บอกเวลา แล้วก็ต้นทุนในการผลิตสูงเพราะเป็นงานที่ละเอียดมาก

แล้วเจ้า Pocket Watch เนี่ยทำไมเลิกฮิตอ่ะ ก็เนื่องมาจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ทหารที่ออกรบประยุกษ์เอาเจ้า Pocket Watch มาผูกติดกับสายหนังแล้วรัดกับข้อมือ เพื่อความสะดวกในการใช้งานยามรบกับข้าศึกนั่นเอง จากระบบไขลานด้วยมือที่เดินไม่ค่อยตรง ก็พัฒนามาสู่ระบบออโตเมติก ซึ่งคิดค้นในปี คศ.1770

Pocket Watch

เจ้าระบบออโตเมติก หรือนาฬิกาไขลานอัตโนมัติ หรือเรียกง่ายๆว่าไขลานและทำงานได้ด้วยตัวเอง นาฬิกาในกลุ่มนี้จะมีตัวโรเตอร์ (Rotor) คอยเหวี่ยงขึ้นลานให้ ขณะที่เราสวมใส่นาฬิกาไว้บนข้อมือตลอด  ซึ่งแรงเหวี่ยงจากข้อมือจะช่วยให้โรเตอร์ทำงานตลอดส่งผลให้เกิดการขึ้นลานตลอด นาฬิกาจึงสามารถเดินได้ตลอดเวลา และจุดสังเกตของนาฬิกากลุ่มนี้ตัวเรือนเบาๆก็จะได้ยินเสียงโรเตอร์สั่นและหมุนดังเป็นเสียงกิ๊กเบาๆ

และนาฬิกาประเภทสุดท้ายคือ นาฬิกา Quartz (ควอตซ์)  คือนาฬิกาที่ต้องใช้แบตเตอรี่หรือถ่านช่วยในการทำงานนั่นเอง นาฬิกากลุ่มนี้ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เป็นตัวหมุนเข็มนาฬิกา (Analog)  ให้เดินบอกเวลาหรือแสดงเวลาผ่านระบบตัวเลขดิจิตอล (Digital) บนหน้าปัดแบบ LCD หรือ LED ก็รู้ประวัติคร่าวๆ ของนาฬิกาข้อมือ (Watch or Wristwatch) กันไปพอสมควรแล้ว ก็จะมาแนะนำลูกๆ ที่มีไว้ในครอบครอง มีหลากหลายราคาและที่มาแตกต่างกันไป

เรือนที่ 1 คือ TAG HEUER WG1330-RO Link Professional Year 1987-1999  

ได้มาตอนปี 1997 ปัจจุบันยังคงทำงานได้ดีเหมือนซื้อมาใหม่ๆ ตอนนั้นได้มาในราคา 30,000 บาทถ้วน ถือว่าคุ้มค่ามากๆ นาฬิกาแนวนี้จะดู luxury style นิดนึง ขนาดหน้าปัดนาฬิกาก็ไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป (25mm x 28mm x 8mm) กระจกเป็น Sapphire

พรายน้ำก็ส่องสว่างจนถึงปัจจุบัน ตรงสายอาจมีจางๆ ไปบ้างแต่ก็ถือว่าโอเคสำหรับทอง 18K หนา 20 microns นะคะ เคยคิดจะไปทำใหม่ เค้าทำให้แค่ 5 microns เองในราคาประมาณ 3,500 บาท จึงปลี่ยนใจไม่ทำเก็บไว้ดีกว่า เรือนนี้เป็นเรือนที่รักที่สุดเพราะคุณแม่ซื้อให้ค่ะ

 

เรือนที่ 2 คือ Longines La Grande Classique Serial 27703090 

ได้เรือนนี้มาปี 1995 ตอนแรกได้มาไม่ชอบเพราะมันดูแก่ในสายตาเราตอนนั้น ตอนนี้เริ่มแก่แล้วเลยเอามาใส่ -_-‘ โดยดีไซน์ต้องยอมรับว่าสมชื่อรุ่น คือมันดูคลาสสิคมากใส่ได้ตลอด ขนาดหน้าปัดนาฬิกาก็เท่ากับหรียญ 1 บาทพอดิบพอดี บางมากใส่แล้วเหมือนไม่ได้ใส่นาฬิกา เอาไว้ใส่ในวันที่แต่งตัว Lady มากๆ เรือนนี้คิดเป็นเงินไทยในตอนนั้นน่าจะตกประมาณ 13,000 บาทค่ะ ปัจจุบัน Longines รุ่นคลาสสิคนั้นราคาในเคาน์เตอร์ก็จะตกประมาณ 30,000 กว่าบาท ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกันที่ตัวเลข

 

เรือนที่ 3 คือ Casio Active Dial Lady Collection LAW-25D-4AVDF

เรือนนี้ชอบความหวานแหววและรูปหัวใจที่ลอยเหมือนฟองสบู่ และสามารถบอกเวลาได้ทั่วโลก แต่ไม่ชอบตรงที่ไฟไม่ได้เป็น LED มันเป็นสองดวงส้ม ๆ กดแล้วเหมือนนาฬิกาเด็กไปหน่อย มีข้อดีตรงที่มีบอกเวลาทั้งสองแบบคือ เป็นแบบเข็ม Analog และ Digital ราคาประมาณ 1,900 บาท

 

เรือนที่ 4 คือ Casio Baby G BG-1001PP Puppy’s Garden Limited Edition

เป็นเรือนที่ได้รับเป็นของฝากจากญี่ปุ่น โดยส่วนตัวไม่เคยมีนาฬิกา Baby G มาก่อนตั้งแต่สมัยเค้าฮิตๆ กัน พอเห็นเรือนนี้แล้วโดนใจมากเป็นดีไซน์ที่มีน้องหมาเป็นส่วนประกอบ ไฟ LED จะขึ้นเป็นรูปน้องหมาแล้วด้านหลังตัวเรือนก็จะมีสลัก Puppy’s Garden เก๋ไก๋มาก เค้าทำมามีสีฟ้ากับสีชมพู เรือนนี้จะชอบใส่ไปวันลุยๆ เช่นเล่นกีฬา หรือเดินทางไกล ราคา 2,800 ลืมบอกว่าอุตส่าห์ ไปถอยจากญี่ปุ่นแต่ดันเป็น Made in Thailand ซะนี่สิ

Casio Baby G Puppy’s Garden

 

เรือนที่ 5 คือ IKE Milano Lifestyle Rubber Stone – Pink จากอิตาลี

เห็นความหวานแล้วถูกใจใช่เลย แต่ขอบอกว่าคุณภาพไม่สมราคา มีหลายคนบอกว่าต้องทำใจสำหรับนาฬิกาแฟชั่น อย่างเช่นพวก Toy Watch หรือ Vabene เพราะสินค้าแบรนด์เหล่านี้เน้นดีไซน์ไม่เน้นคุณภาพ เหอๆ เข้าเรื่องดีกว่า ที่ตัดสินใจซื้อนาฬิกายี่ห้อนี้อันดับแรกเห็นแล้วปิ๊ง และมันออกแนว Toy Watch ที่กำลังฮิตกัน

IKE Milano Rubber Stone

แต่ที่ไม่ยอมซื้อน้อง Toy Watch เพราะเทียบราคากับวัสดุแล้ว ต่างกันพอสมควร แล้ว Toy Watch ก็ copy กันเยอะมาก พอหลังจากได้ซื้อมาใส่ กระแสตอบรับจากคนรอบข้าง ชอบกันมากๆ แต่ไม่ถึงเดือนสายเริ่มดำ พรายน้ำที่ติดตรงวงของหน้าปัดนาฬิกาก็หลุด เอาเป็นว่าใส่เรือนนี้ห้ามกระดุกกระดิก เสียดายเงินมาก หากสายไม่ดำก็จะยังอยากใส่อยู่ ตอนนี้รอหาสายสวยๆ มาเปลี่ยนแทนค่ะ เพราะ strap replacement ของยี่ห้อนี้สนนราคาที่ 2,000 บาทและต้องนำเข้า ราคาหลังหักลดสุทธิเหลือ 9,900 บาท ค่ะ

 

เรือนที่ 6 คือ IKE Milano Vintage Lady Automatic

ตอนแรกที่ตั้งใจดูรุ่นนี้ไว้ไม่ได้มองสีน้ำตาลไว้เลย มัวแต่เล็งๆสีชมพู (อีกแล้ว) แต่คนขายบอกว่าสีน้ำตาล Rose Gold นี้เข้ามาใหม่ เราเอามาลองๆ แล้วเออมันก็สวยดี ซื้อมาสนนราคาประมาณ 15,000 บาท จำตัวเลขตรงๆไม่ได้ แถมกล่องใส่นาฬิกาให้ด้วย ใส่ได้ 4 เรือน เราก็โอเคตกลง

เนื่องจากเป็นนาฬิกาออโตเมติก ก็กลัวว่าจะเดินไม่ตรง แต่จนถึงตอนนี้ก็ไม่เจอว่าเดินไม่ตรงนะ เพียงแต่จะรำคาญเวลาไม่ได้ใส่นานๆ ต้องคอยมาปรับหมุนวันที่ให้ตรง แต่ก็ไม่ได้หนักหนาอะไร ส่วนตรงขอบที่ชุบ Rose Gold ไว้ก็กลัวลอกเหมือนกัน แต่มันก็แค่จางลงนิดหน่อย โดยรวมพอใจค่ะ และเป็นเรือนที่ใส่บ่อยพอสมควร

IKE Milano Vintage Lady Automatic

 

เรือนที่ 7 คือ Guess Collection BC 29005L Swiss Made

เป็นนาฬิกาแสตนเลสสลับกับเซรามิคสีขาว ตัวเครื่องสวิส ชอบตรงเซรามิคสีขาวดูเด่นดีค่ะ แต่นาฬิกาเซรามิคเวลาใส่ต้องคอยระวังไม่ให้ไปกระแทกโดนอะไรหรือทำตก เรือนนี้ใส่ไม่ค่อยบ่อยนัก เนื่องจากตัดสายให้พอดีข้อมือแต่มันแน่นเกินไป ต้องลดความอ้วนอีกหน่อยค่ะ ราคาเรือนนี้หักลดสุทธิประมาณ 11,000 บาท เข็มเล็กในวงกลมด้านล่างใช้บอกวินาที เรือนนี้ไม่มีบอกวันที่ เวลาใช้ก็งงๆ สำหรับตัวเองเพราะชอบดูวันที่บนนาฬิกาบ่อยๆ

Guess Collection Ceramic Strap – Swiss Made

 

 เรือนที่ 8 คือ Appetime Watermelon – PIPS Fruits 2009

Appetime Watermelon PIPS Fruits 2009

 

เรือนนี้มันดูน่ากินมากๆ Appetime เป็นนาฬิกาสัญชาติญี่ปุ่นค่ะ ใน Collection นี้มีผลไม้หลายแบบมาก มีนีโอกีวี่, กล้วย, มะม่วง,มะละกอ และแตงโม และมีรุ่นอื่นๆที่เป็นขนาดหน้าปัดนาฬิกาที่เล็กกว่า แต่เป็นผลไม้ชนิดอื่น เช่นแอ๊ปเปิ้ล,แครนเบอร์รี่ ฯลฯ แต่ที่เห็นแจ่มสุดก็ต้องยกให้น้องแตงโมค่ะ เพราะสีจัดๆ แล้วก็แฟชั่นจ๋ามากๆ สะดุดตา เรือนนี้ได้มาในราคา 3,000 บาท ซื้อร้านนาฬิกาแถวสยาม เพราะราคาน่าจะถูกสุด

 

เรือนที่ 9 คือ Issey Miyake Trapezoid AL

ชอบที่ความแปลกของตัวหน้าปัดนาฬิกา เห็นปุ๊บสะดุดตามากๆ จริงๆแล้วชอบเรือนสีฟ้าตัวเลขสีแดง แต่พอไปเห็นเรือนจริงเริ่มลังเล เพราะสีฟ้ามันหม่น ๆ เลยเปลี่ยนใจถอยสีดำ ขอเปลี่ยนมาซื้อสีเท่ห์ๆ แบบสีดำดูบ้าง เรือนนี้เข็มยาววินาทีจะเอาไว้ใช้จับเวลา ไม่ใช่สำหรับบอกวินาทีนะคะ

ส่วนตัวเลขที่อยู่รอบหน้าปัดนาฬิกานั้น สามารถใช้จับความเร็วจากจุดที่ออกสตาร์ทถึงจุดปลายทางได้ พยายามอ่านคู่มือถึงวิธีใช้แล้วมันออกจะซับซ้อน เลยถอดใจเอามาใส่เก๋ๆดีกว่า ใส่ไปสักพักมันไม่เข้ากับข้อมือเพราะเลื่อนมาจนข้อสุดท้ายแล้วก็ยังเหลือวงกว้างมากไม่กระชับข้อมือ เลยส่งต่อให้กับคนที่ข้อมือใหญ่กว่าเราแทนค่ะ ^_^ เรือนนี้หักลดสุทธิสอยมาในราคาประมาณ 13,000 บาท

 

Issey Miyake Trapezoid AL

 

เรือนที่ 10 คือ Issey Miyake 365 Twelves

ครั้งแรกที่ไปเคาท์เตอร์นาฬิกาของ Issey นั้นไม่ได้เล็งตัวนี้ไว้เลย แต่เมื่อเจ้า Trapezoid ใหญ่เกินไป แล้วตั้ง concept ไว้ว่าจะหานาฬิกาใหม่สีดำเรียบ ๆ มาลงตัวที่เจ้า 365 Twelves รุ่นนี้ จริงๆแล้ว Twelves มี 2 รุ่นคือธรรมดากับ 365 Twelvesตัวธรรมดาหน้าปัดนาฬิกาจะโล่งเตียนดูคลาสสิค เรียบๆ เท่ๆ แต่ส่วนตัวชอบนาฬิกาที่บอกเวลาและวันที่ ดังนั้นเจ้า 365 Twelves จึงลงตัวมากกว่าตอนนี้คือเรือนที่ใส่บ่อยที่สุด และได้ข่าวมาจาก Trocadero Group ว่า 365 Twelves นั้น Discontinue แล้ว และตอนนี้ที่เคาน์เตอร์ห้างก็ไม่มีจำหน่ายแล้วด้วย แต่ถ้าอยากได้จริงๆ ตาม web หรือ dealer ข้างนอกก็อาจจะยังพอหาได้ค่ะ ราคาที่ได้มาประมาณ 15,000 บาทค่ะ

Issey Miyake 365 Twelves

 

ทั้งหมดนี้คือนาฬิกาใน Collection ที่มีค่ะ สำหรับผู้อ่านที่สนใจรุ่นไหน (ที่ยังมีจำหน่าย) ก็อาจจะช่วยให้ข้อมูลได้ไม่มากก็น้อย หรือถ้าใครอยากสอบถามเพิ่มเติมก็ถามกันมาได้เลยค่ะ และถ้าเพื่อนคนไหนมีนาฬิกาดีๆ สวยๆ ราคาไม่แพงมากเกินไป อยากจะแนะนำก็บอกกล่าวกันมาได้นะคะ เพราะเราก็ยังคงเสาะหานาฬิกาใหม่ไปเรื่อยๆ ตามกำลังทรัพย์และความอยาก แล้วนาฬิกาควรมีการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ หากถ่านหมดควรเปลี่ยนถ่าน ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เพราะจะทำให้เครื่องนาฬิกาเสียได้ค่ะ เอาไว้คราวหน้าจะหา Tips ดีๆ มากฝากเกี่ยวกับเรื่องนาฬิกาอีก แล้วเจอกันใน Blog หน้าค่ะ 

“Time is the most valuable thing a man can spend.”

Search

Categories

Recent Posts

Recent Comments