Browsing all articles tagged with coral Archives | Planet2go.COM

รีวิว & ราคา Peripera Smile Fit Blusher

เพื่อนๆ หลายคนคงยังไม่เคยได้ยินแบรนด์นี้กันนะคะ ตัวแอดมินเองก็ไม่รู้จักหรอกค่ะ ไปเดินเล่นใน Tops Super Market ที่เซ็นทรัลลาดพร้าว (อีกแล้ว) เดิน swatch เครื่องสำอางค์แบรนด์นู้นแบรนด์นี้ ไปสะดุดตากับ Blusher ของยี่ห้อนี้ขึ้นมา ลองปาดเล่นๆ โอ้โห สีมันสวย pigment ดีมากๆ เลยไปหาข้อมูล รู้มาว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากประเทศเกาหลีค่ะ ซึ่ง Beauty Guru เมืองนอกก็ได้มีทำรีวิวไว้บ้างแล้ว ยังไงลองไปดูกันค่ะ

Peripera Smile Fit Blusher

Peripera Smile Fit Blusher

 

ดูที่กล่องและ packaging น่ารักดี ตัวเนื้อพลาสติกหนาดีสมราคาค่ะ และพอเปิดข้างในมีกระจก!! แล้วด้านล่างมีแปรงเล็กๆ มาอีก!! ตื่นเต้นมาก 555 เพราะในราคา 300 บาท ได้ขนาดนี้และด้วยเม็ดสีแถมวิ้งเงินๆ แล้วถือว่าโอเคเลย ตัวแปรงเล็กที่ให้มาขนาดกำลังเหมาะแก้มเลย อิอิ ขนแปรงดีมากเลยถ้าเทียบกับพวกแปรงแถมๆมากับตลับ ขนแปรงอัดแน่นดี ด้ามจับก็ถนัดมือ ปาดบนแก้มทีเดียวเลยไม่ต้องลงซ้ำๆ

Peripera Smile Fit Blusher by Karmart

Peripera Smile Fit Blusher by Karmart

 

Peripera Smile Fit Blusher – #5 Coral Orange (ราคาเต็ม 495 บาท, ราคาโปรโมชั่น 300 บาท / หาซื้อได้ที่ Tops Super Market Central ลาดพร้าวและร้าน Karmart)

ถ้าพูดถึงเม็ดสีหรือ pigment ของ product  โอเอ็มจี! สีมันสวยมากอ่ะ ปาดสีออกมาชัดในครั้งเดียว แถมวิ้งให้ด้วย (ถ้าใครไม่ชอบวิ้งก็เศร้าค่ะ) แต่จริงๆตัวแอดเป็นคนไม่ชอบวิ้งๆ นะยังหลงรักตัวนี้เลย เคยไป swatch Rimmel Blusher น่าจะสี Live Pink นะคะ ซึ่งจะออกแนววิ้งเงินๆเหมือนกัน คือสีมันหายเร็วมากแล้วเม็ดสีก็ไม่แน่นเท่า Peripera เลย ด้วยราคา Rimmel ที่แม่ค้าหิ้วมา 250-300 บาทในปริมาณแค่ 5g กับของ Peripera แล้ว 8g ราคา 300 บาทซื้อตัวนี้ดีกว่าค่ะ ซึ่งเจ้าแบรนด์ Peripera นี่นำเข้าโดยบริษัท Karmart Thailand ส่วนตัวชอบบริษัทนี้นะคะ เพราะเป็นแบรนด์คนไทย แล้วก็แตกไลน์หาผลิตภัณฑ์จากตปท เข้ามาขยายธุรกิจตัวเอง ที่ชมนี่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัทนี้เลย เพียงแต่เคยดูรายการที่สัมภาษณ์เจ้าของคาร์มาร์ท คุณวิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล เค้ามี vision ดี แล้วสินค้าเค้าก็โอเคด้วย

Peripera Smile Fit Blusher (Credit Picture - https://www.facebook.com/periperathailand)

Peripera Smile Fit Blusher (Credit Picture – https://www.facebook.com/periperathailand)

 

ข้อเสียของ Peripera อาจจะไม่โดยตรงนะคะ คือตอนที่เลือกซื้อสินค้าที่ท๊อปเนี่ย ตรงเคาน์เตอร์มันมีตัว tester ก็จริงแต่ดันไม่ติดเบอร์ไว้ เลยต้องมานั่งแกะกล่องเปิดดูสีข้างใน ซึ่งอันนี้ไม่อยากทำเลย เพราะมองว่าถ้าเป็นเราหรือใครมาเปิด แล้วมันมีโอกาสทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นเสียหายได้ แถมเชื้อโรคในอากาศเข้าไปอีก (ฟังดูอาจจะเวอร์หน่อย) เลยไม่แน่ใจว่าปกติมีพนักงานคอยหยิบสินค้าให้หรือเปล่า แต่จริงๆมันควรอำนวยความสะดวกลูกค้า สื่อสารชัดเจนจะได้ง่ายแก่การเลือกซื้อน่ะค่ะ แอดลองสังเกตุผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆดู ก็เป็นเหมือนกันไม่มีเบอร์ติด อันนี้ลำบากบางคนขี้เกียจแกะก็ไม่อยากซื้อแล้ว

ออกนอกเรื่องไปซะเยอะมาดูสีที่ swatch กันดีกว่า Peripera Smile Fit Blusher ตัวนี้ราคาเต็ม 495 บาท ปริมาณ 8g แต่แอดได้มาในราคาโปรโมชั่นนะคะ 300 บาท พอ swatch แล้วนึกถึง Sleek Blush ขึ้นมาทันที แต่ตัว Sleek นี่จะวิ้งทองๆ ถ้าเทียบ Packaging ของ Sleek ก็มีกระจกมาให้ด้วย แต่ไม่มีแปรง พลาสติกด้านนอกของ Sleek จะดูแข็งแรงกว่า Design ออกแนว High Brand แบบ NARS แต่ของ Peripera นี่เกาหลีจัดๆมาเลย ถ้าเทียบความชัดเจนของเม็ดสีหรือ pigment ของ Peripera #5 Coral Orange นี่เนื้อดีกว่ามากค่ะ คือตัว Sleek ก็เม็ดสีชัด (ตามที่เคยรีวิวไว้ คลิ๊กที่นี่) แต่มันทองฟุ้งๆ เลยทำให้เม็ดสีไม่เข้มเท่า แต่ถ้าชอบวิ้งและสีจัดๆ ต้องตัวนี้เลย Peripera

Peripera Smile Fit Blusher NO.5 Coral Orange

Peripera Smile Fit Blusher NO.5 Coral Orange

Peripera Brush

Peripera Brush

 

ในไลน์ของ Peripera Smile Fit Blusher มีรวมทั้งหมด 7 สี คือ

No.1 Pink Highlighter

No.2 Vanilla Pink

No.3 Pink Rose

No.4 Peach Orange

No.5 Coral Orange

No.6 Rose Bronze

No.7 White Shine

Peripera Smile Fit Blusher (Credit Picture - https://www.facebook.com/periperathailand)

Peripera Smile Fit Blusher (Credit Picture – https://www.facebook.com/periperathailand)

Peripera Smile Fit Blusher NO.5 Coral Orange

Peripera Smile Fit Blusher NO.5 Coral Orange

 

ถามว่าสีที่ swatch ออกมาแล้วให้ pigment ที่ชัดเจนน่าจะเป็น No.3 No.5 No.6 ซึ่งตัดเบอร์ที่สีอ่อนทิ้งไป และตัดเบอร์  6 (น้ำตาล) เพราะมันใช้ shading  ที่ยังไม่ซื้อ No.3 มาใช้เพราะลองปาดดูแล้วมันดูชมพูแป้งๆไป จะคล้ายๆ ของ Etude ที่มีอยู่แล้วเลยเอา No.5 Coral Orange มาก่อน ซึ่งชอบมากมายเลยค่ะ ส่วนใครที่จะหาซื้อ Highlight นี่ต้องเบอร์ 1 กับ 7 เลย ปาดดูแล้วโอเคค่ะ เพราะผลิตภัณฑ์ Highlight ของเกาหลีแทบทุกยี่ห้อทำดีเกือบหมดนะคะ เม็ดสีมันจะไม่หยาบ เหมาะกับสาวเอเชียดีค่ะ

 

 

สวัสดีค่ะกลับมาตามสัญญาว่าครั้งนี้จะมา Review Korea Haul ผลิตภัณฑ์หลายชิ้นเป็นตัว Top Hit ติดลมในเวปดังๆหลายแห่งเลยค่ะ บางตัวเพื่อนของแอดมินแนะนำมาบ้างก็มี งั้นเราไปดูกันเลยค่ะว่ามีอะไรบ้าง

Korea Haul

Korea Haul

 

Skinfood Blanc Pearl Caviar Serum – Skin Brightening and Anti-Wrinkle Effects 60 ml (ราคาหิ้ว 1,050 บาท – ราคา Shop ไทย 2,190 บาท)

Skinfood Blanc Pearl Caviar Serum

Skinfood Blanc Pearl Caviar Serum

ตัวนี้เป็น top line ของ Skinfood Caviar เลยค่ะ เนื่องจากได้ใช้ Gold Caviar แล้วรู้สึกว่าเข้มข้นดี เซรั่มตัวท๊อปก็น่าจะดีเหมือนกัน ครั้งแรกที่เห็นขวดก็รู้สึกหรูหราน่าใช้มาก หัวจุกเป็นหัวปั๊ม ซึ่งใช้ได้เลยแต่กลิ่นน้ำหอมแรงเกินไป เหมือนพวกกลิ่นดอกไม้แรงๆค่ะ ถ้าใครแพ้น้ำหอมตัวนี้ก็ไม่ผ่านนะคะ ความเข้มข้นใช้ได้ ใช้แล้วรู้สึกหน้าชุ่มชื้น แต่ถ้าคนที่มีผิวหน้ามันอาจจะไม่เหมาะกับเซรั่มตัวนี้นะคะ ทางแอดมินได้ Gift Set เป็น Toner & Emulsion มาด้วยสำหรับในไลน์นี้ พอใช้ครบทั้งสามผลิตภัณฑ์ ปรากฎว่ามันหนาเกินไป เหมาะสำหรับคนหน้าแห้งมากๆ หรือเหมาะกับใช้ในช่วงหน้าหนาวมากกว่า สรุปคือแอดมินจะเอาไว้ใช้ก่อนนอนหรือช่วงที่อากาศเย็นกว่านี้ค่ะ

Skinfood Gift Set – Royal Honey, Blanc Pearl Caviar, GoldKiwi (ได้มาฟรี, ตามเวปขายกล่องละ 40 บาท)

Skinfood Gift Set

Skinfood Gift Set

ในกล่องจะบรรจุไปด้วยผลิตภัณฑ์ 2 ชิ้นคือ Emulsion & Toner ให้ใช้ Toner ก่อนตามด้วย Serum และ Emulsion สุดท้ายนะคะ ตัวแรก Royal Honey เหมาะสำหรับผิวแห้งมาก เพราะมีส่วนผสมของน้ำผึ้ง มีกลิ่นหอม ตัวโทนเนอร์จะเหลวกว่ารุ่น Caviar ตัวที่สองจะเป็น GoldKiwi ตัวนี้เน้นให้ความกระจ่างใสของใบหน้า ความเข้มข้นของ Emulsion จะน้อยกว่า Royal Honey & Blanc Pearl และ Toner เหลวมากเหมือนน้ำใสๆ มีกลิ่นหอมซึ่งใน 3 ตัวที่กล่าวนี้แอดมินชอบกลิ่นของ GoldKiwi มากที่สุดค่ะ ตัวสุดท้าย Blanc Pearl Caviar กลิ่นแรงเหมือนเซรั่มตามที่กล่าวไปข้างบน อิมัลชั่นเข้มข้นมาก รวมถึงโทนเนอร์ก็มีความเข้มข้นสูง เหมาะกับคนหน้าแห้งมากหรือคนที่ต้องการบำรุงมากเป็นพิเศษ

 

Dr.Jart – Whitening Water Drop 100 ml (ราคาหิ้ว 750 บาท, ราคา shop ไทย 1,730 บาท)

Dr.Jart Water Drop

Dr.Jart Water Drop

ผลิตภัณฑ์บำรุงชิ้นนี้ไม่เข้มข้นมากเท่ากับพวกเซรั่ม เหมาะสำหรับ Daily Routine มากกว่า เนื้อเมื่อบีบออกมาจะเป็นลักษณะเจล และเมื่อทาบนผิวซึ่งเนื้อเจลทำปฏิกริยากับความร้อนจะเหลวเหมือนน้ำ ส่วนตัวใช้แล้วไม่รู้สึกบำรุงอะไรมากเหมือน moisturizer แบบเจลทั่วไป แค่แปลกเท่านั้นเอง ถ้าให้ซื้อในช้อปไทยคงไม่ซื้อค่ะ เพราะตั้งราคาสูงเกินเหตุ เพิ่มเงินอีกนิดหน่อยสามารถไปซื้อเคาน์เตอร์แบรนด์อย่างเช่น Lancome หรือ Dior ได้เลย

 

 

The Face Shop Make up Base (Green) 40 ml & Etude Water Color No.1 Pink 10 ml (ราคาเบส 120, ราคาบลัชครีม 200)

The Face Shop Makeup Base & Etude Water Color - Pink

The Face Shop Makeup Base & Etude Water Color – Pink

ครั้งแรกที่ซื้อเบสเขียวตัวนี้ตกใจในราคามาก เพราะมันถูกเกิน แต่เค้าพูดกันหลายคนว่ามันดีมากมาย แอดมินเลยลองใช้ดู ผลปรากฎว่าอุดตันเป็นสิวเล็กๆขึ้นค่ะ แต่ขอบอกว่ามันทำให้หน้าขาวและเครื่องสำอางค์ติดทนจริงๆ หลังจากหยุดใช้ไปกลับมาใช้ใหม่และพยายามล้างหน้าให้สะอาดกว่าเดิม ผลปรากฎว่าไม่มีสิวขึ้น (หรือเราฮอร์โมนพลุ่งพล่านจนสิวขึ้น) เอาเป็นว่าตอนนี้เป็นเบสที่จะซื้อใช้ต่อแน่นอนถ้าหมดหลอด มาถึงตัว Etude Water Color บลัชครีมตัวนี้ เนื้อจะเหลวกว่าบลัชครีม เรียกว่าเป็น Gel Blush ดีกว่านะคะ เกลี่ยง่ายสีสวย ในไลน์ของ Water Color จะมี 4 สีคือ No.1 – No.4 Pink, Coral, Apricot and Lilac มีกลิ่นหอมดอกไม้ และติดทนนานดีค่ะ

Etude Water Color Blush

Etude Water Color Blush

 

LANEIGE Water Sleeping Pack_EX – Crystal Clear & Hydrated skin with water science 80 ml (ราคาหิ้ว 750 บาท, ราคาเคาน์เตอร์ไทย 1,200 บาท)

LANEIGE Water Sleeping Pack_EX

LANEIGE Water Sleeping Pack_EX

คุณสมบัติเหมือนการมาส์กหน้าแต่ในรูปแบบของเจล และไม่ต้องล้างออก มีกลิ่นหอมมาก ในกล่องจะมีที่ตักเนื้อเจลมาด้วย หลังจากที่ใช้ให้ความรู้สึกเหมือนมาส์กหน้าจริงแต่ไม่ได้ตึงมาก พอตื่นนอนแล้วล้างหน้าจะรู้สึกเหมือนมีอะไรมาเคลือบหน้า (รีวิวคู่กับ Neutrogena Hydro Boost คลิ๊กที่นี่เลย) คุณสมบัติเทียบเคียงกันได้เลย

 

Skinfood Platinum Grapecell Toner 130 ml (ราคาหิ้ว 1,000 บาท, ราคา shop ไทย 1,750 บาท)

Skinfood Platinum Grapecell Toner

Skinfood Platinum Grapecell Toner

ตัวนี้เป็นโทนเนอร์ที่ให้ความชุ่มชื้นดี พอๆกับ Gold Caviar ค่ะ มีกลิ่นหอมแล้วก็มีเปลวทองเหมือนกับรุ่นของ Gold Caviar ด้วย หัวปั๊มอนามัยดี ขวดเป็นแก้วน่าใช้มากๆ คุ้มค่ากับราคาหิ้วค่ะ จากภาพที่ปั๊มออกมาจะไม่เห็นเปลวทองคำเท่าไรนะคะ แต่ท่าสังเกตุในขวดจะมีกระจายอยู่เต็มไปหมดเลยค่ะ อันนี้แอดมินใช้แล้วไม่แพ้ และให้ความชุ่มชื้นดีมาก ขอแนะนำค่ะ

 

Face Mask Sheet – Lettuce & Cucumber 23 g (ราคาหิ้วแผ่นละ 60 บาท)

Skinfood Mask Sheet - Lettuce & Cucumber

Skinfood Mask Sheet – Lettuce & Cucumber

แผ่นใหญ่ดี ให้ความชุ่มชื้นพอสมควร เพราะหลังจากที่มาส์กไปสักประมาณ 25 นาที แผ่นจะเริ่มแห้ง ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับของ My Beauty Dairy (Korea) ของสกินฟู๊ดยังสู้ไม่ได้นะคะ เพราะด้วยราคาของ Beauty Dairy จะแพงกว่านิดหน่อย ถ้าช่วงโปรโมชั่นในวัตสัน 1 แถม 1 จะตกแผ่นละประมาณ 90 บาท หรือถ้าเป็นแผ่นมาส์กของ Neutrogena Hydro Boost (โปรโมชั่น 150 บาท) ก็ยังให้ความชุ่มชื้นมากกว่าของ skinfood ค่ะ

 

Skinfood Olive Cuticle Remover Pen 2ml (ราคา 120 บาท)

Skinfood Olive Cuticle Remover Pen

Skinfood Olive Cuticle Remover Pen

ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นตัวลบยาทาเล็บเพราะมันเขียนว่าเป็น Remover แต่พอลองมาใช้ลบแล้วมันไม่ออก จึงไปหาข้อมูลก็ถึงบางอ้อว่า เค้าเอาไว้ใช้กำจัดจมูกเล็บที่เสื่อมสภาพ ทำให้จมูกเล็บนุ่มและแข็งแรง เลยงงๆ แต่มันก็ใช้ดีนะคะ มีส่วนผสมของน้ำมันมะกอกและวิตามินอีด้วย ว่างๆหยิบขึ้นมาทา พกพาง่ายค่ะ

 

Korea Haul ทั้งหมดก็มีเท่านี้ค่ะ บางครั้งการฝากซื้อของที่เกาหลี เราก็ต้องหาข้อมูลเพื่อให้ได้ของที่ตรงกับความต้องการ หรือสืบราคาให้แน่ใจก่อนที่จะสั่ง เพราะสินค้าบางตัวราคาสูงมากที่เมืองไทย อาจราคาไม่แพงในเกาหลี หรือบางตัวอาจราคาสูงแต่คุณภาพไม่สมราคาก็ได้ ไม่ใช่ว่าของเกาหลีจะดีไปหมดทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสภาพผิวด้วย หวังว่าคงช่วยเพื่อนๆ ไม่มากก็น้อยนะคะ ขอบคุณที่ติดตามกัน แล้วพบกันใหม่ บายบายค่ะ

Search

Categories

Recent Posts

Recent Comments