Browsing all articles tagged with Brand Archives | Planet2go.COM

สวัสดีค่ะ วันนี้มาคุยเรื่องเกี่ยวกับดวงตากันบ้าง ตัวแอดมินเพิ่งได้ไปสอย eye cream มาสองหลอดนะคะ เนื่องจากของเก่ากำลังจะหมดเป็นของ skinfood เลยอยากลองหาตัวใหม่มาใช้ดู เล็งไว้หลายๆ ยี่ห้อ จับพลัดจับผลูมาลงเอยที่ yves rocher เพราะมันลด 50% กับ 30% ค่า ทำไมถึงซื้อมาสองตัว ไปชมกันเลยค่ะ

Review Yves Rocher & Skinfood Eye Cream

Review Yves Rocher & Skinfood Eye Cream

 

Yves Rocher Serum Vegetal Eye Cream (ราคา 890 บาท ปริมาณ 14ml)

ตัวนี้ได้ส่วนลดอีก 30% นะคะ ในไลน์นี้แอดฯเคยใช้ Night Cream คุณภาพใช้ได้เลย แต่ตอนลงจะรู้สึกเหนอะไปหน่อย แต่ด้วยความที่เป็น Night Cream ทุกยี่ห้อจะคล้ายๆกันค่ะ มาว่าเรื่อง eye cream ของตัวนี้มันช่วยเติมร่องลึกรอยตีนกา แล้วก็มีส่วนผสมของไฮยาลูรอนิค แอซิด ช่วยผลัดผิวด้วย ทำให้ผิวรอบดวงตาไม่มีริ้วรอยและกระชับมากขึ้น เนื้อครีมออกสีขาวขุ่น ความรู้สึกเมื่อทาลงไปนี่มันซึมลงไปเลยไม่เหนอะเหมือนกับของ Skinfood นะคะ จนเราไม่แน่ใจว่ามันคงความชุ่มชื้นหรือเปล่า แต่พอล้างหน้าตอนเช้านี่รู้เลยว่าเนื้อครีมมันเคลือบรอบดวงตาอยู่ ตัว packaging ก็เป็นหลอดบีบออกมา ควบคุมง่ายค่ะ ตัวนี้ผลิตในประเทศฝรั่งเศส และก็สามารถใช้ได้ทั้งเช้าและกลางคืนค่ะ

Yves Rocher Serum Vegetal Eye Cream

Yves Rocher Serum Vegetal Eye Cream

Yves Rocher Serum Vegetal Eye Cream

Yves Rocher Serum Vegetal Eye Cream

Yves Rocher Cure Solutions (ราคา 850 บาท ปริมาณ 15 ml)

ชิ้นนี้จัดมาในราคาลดอีก 50% ค่ะ โดยความเก๋ไก๋ของเจ้า Cure Solution คือมันมีหัวลูกกลิ้งสามหัว ใช้สำหรับทารอบดวงตาเลย ก็ให้ความรู้สึกเย็นๆดี เวลาทาควรจะทาไปทางเดียวคือจากหัวตาไปหางหา หากบีบหนักมือเกินไปตัวผลิตภัณฑ์อาจจะออกมาเยอะเกิน ก็ไม่ต้องห่วงค่ะสามารถแบ่งมาให้อีกข้างได้ 555 ต้องใช้ความคุ้นเคยเล็กน้อยนะคะ พอใช้บ่อยๆ ก็จะรู้น้ำหนักตัวเนื้อครีมก็จะออกมาพอดีเอง เนื้อครีมของตัวนี้จะเป็นรูปแบบเจลสีเขียวอ่อนๆค่ะ สินค้าเคลมว่าเจ้าตัวลูกกลิ้งนี่จะช่วยในการนวดรอบดวงตาได้ ลดรอยดำและลดบวมได้ แนะนำให้ใช้ตอนเช้าหลังลง moisturizer แล้วนะคะ ตัวนี้ผลิตในประเทศไอร์แลนด์โดยการควบคุมของอีฟโรเชอร์ประเทศฝรั่งเศสค่ะ

Yves Rocher Cure Solutions

Yves Rocher Cure Solutions

Yves Rocher Cure Solutions Eye Cream

Yves Rocher Cure Solutions Eye Cream

Skinfood Gold Caviar Lifting Eye Serum (ราคา 22,000 วอน, หรือ 700 บาท, ปริมาณ 30ml)

ตัวนี้น้อยคนที่จะไม่รู้จักนะคะ เพราะดังมากด้วยคุณสมบัติดีเลิศแล้วก็ราคาไม่แพงเลย เทียบชั้นกับพวกไฮเอนด์แบรนด์ได้ทีเดียว เนื้อครีมเป็นสีขาวเจล กลิ่นหอม ทาแล้วให้ความชุ่มชื้นมากๆ แต่ส่วนตัวคิดว่ามันเยิ้มไปหน่อย ถ้าเทียบกับของอีฟโรเชอร์สีแดง ของสกินฟู๊ดจะเยิ้มกว่าและแห้งช้ากว่า แต่ตอนเช้าล้างหน้าตัวเนื้อครีมก็เคลือบอยู่รอบดวงตาเหมือนกัน ใช้เพียงแค่นิดเดียว ขวดนึงใช้ลืมเลย คุ้มมากๆสำหรับตัวนี้ค่ะ ตัว packaging ก็น่ารักและเป็นหัวปั๊มด้วย ใช้ได้เลยแต่ด้วยความที่เป็นคนมือหนัก เวลาใช้ไปนานๆตรงปลอกของขวดจะร้าวเวลาเราหยิบมันจะหลุดมือ ต้องระวังนิดนึง แต่เพื่อนๆบางคนอาจจะไม่เป็นก็ได้นะคะตัวนี้แอดมินแนะนำค่ะ

Skinfood Gold Caviar Eye Cream

Skinfood Gold Caviar Eye Cream

 

Skinfood Gold Caviar Eye Cream

Skinfood Gold Caviar Eye Cream

ด้านล่างแอดฯปาดเนื้อครีมทั้งสามตัวเทียบเคียงกันนะคะ

Eye Cream Swatches of Yves Rocher & Skinfood

Eye Cream Swatches of Yves Rocher & Skinfood

ขอบคุณที่เข้ามาชมนะคะ แล้วเจอกันใหม่ค่ะ บายบาย

 

รีวิว & ราคา Peripera Smile Fit Blusher

เพื่อนๆ หลายคนคงยังไม่เคยได้ยินแบรนด์นี้กันนะคะ ตัวแอดมินเองก็ไม่รู้จักหรอกค่ะ ไปเดินเล่นใน Tops Super Market ที่เซ็นทรัลลาดพร้าว (อีกแล้ว) เดิน swatch เครื่องสำอางค์แบรนด์นู้นแบรนด์นี้ ไปสะดุดตากับ Blusher ของยี่ห้อนี้ขึ้นมา ลองปาดเล่นๆ โอ้โห สีมันสวย pigment ดีมากๆ เลยไปหาข้อมูล รู้มาว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากประเทศเกาหลีค่ะ ซึ่ง Beauty Guru เมืองนอกก็ได้มีทำรีวิวไว้บ้างแล้ว ยังไงลองไปดูกันค่ะ

Peripera Smile Fit Blusher

Peripera Smile Fit Blusher

 

ดูที่กล่องและ packaging น่ารักดี ตัวเนื้อพลาสติกหนาดีสมราคาค่ะ และพอเปิดข้างในมีกระจก!! แล้วด้านล่างมีแปรงเล็กๆ มาอีก!! ตื่นเต้นมาก 555 เพราะในราคา 300 บาท ได้ขนาดนี้และด้วยเม็ดสีแถมวิ้งเงินๆ แล้วถือว่าโอเคเลย ตัวแปรงเล็กที่ให้มาขนาดกำลังเหมาะแก้มเลย อิอิ ขนแปรงดีมากเลยถ้าเทียบกับพวกแปรงแถมๆมากับตลับ ขนแปรงอัดแน่นดี ด้ามจับก็ถนัดมือ ปาดบนแก้มทีเดียวเลยไม่ต้องลงซ้ำๆ

Peripera Smile Fit Blusher by Karmart

Peripera Smile Fit Blusher by Karmart

 

Peripera Smile Fit Blusher – #5 Coral Orange (ราคาเต็ม 495 บาท, ราคาโปรโมชั่น 300 บาท / หาซื้อได้ที่ Tops Super Market Central ลาดพร้าวและร้าน Karmart)

ถ้าพูดถึงเม็ดสีหรือ pigment ของ product  โอเอ็มจี! สีมันสวยมากอ่ะ ปาดสีออกมาชัดในครั้งเดียว แถมวิ้งให้ด้วย (ถ้าใครไม่ชอบวิ้งก็เศร้าค่ะ) แต่จริงๆตัวแอดเป็นคนไม่ชอบวิ้งๆ นะยังหลงรักตัวนี้เลย เคยไป swatch Rimmel Blusher น่าจะสี Live Pink นะคะ ซึ่งจะออกแนววิ้งเงินๆเหมือนกัน คือสีมันหายเร็วมากแล้วเม็ดสีก็ไม่แน่นเท่า Peripera เลย ด้วยราคา Rimmel ที่แม่ค้าหิ้วมา 250-300 บาทในปริมาณแค่ 5g กับของ Peripera แล้ว 8g ราคา 300 บาทซื้อตัวนี้ดีกว่าค่ะ ซึ่งเจ้าแบรนด์ Peripera นี่นำเข้าโดยบริษัท Karmart Thailand ส่วนตัวชอบบริษัทนี้นะคะ เพราะเป็นแบรนด์คนไทย แล้วก็แตกไลน์หาผลิตภัณฑ์จากตปท เข้ามาขยายธุรกิจตัวเอง ที่ชมนี่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัทนี้เลย เพียงแต่เคยดูรายการที่สัมภาษณ์เจ้าของคาร์มาร์ท คุณวิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล เค้ามี vision ดี แล้วสินค้าเค้าก็โอเคด้วย

Peripera Smile Fit Blusher (Credit Picture - https://www.facebook.com/periperathailand)

Peripera Smile Fit Blusher (Credit Picture – https://www.facebook.com/periperathailand)

 

ข้อเสียของ Peripera อาจจะไม่โดยตรงนะคะ คือตอนที่เลือกซื้อสินค้าที่ท๊อปเนี่ย ตรงเคาน์เตอร์มันมีตัว tester ก็จริงแต่ดันไม่ติดเบอร์ไว้ เลยต้องมานั่งแกะกล่องเปิดดูสีข้างใน ซึ่งอันนี้ไม่อยากทำเลย เพราะมองว่าถ้าเป็นเราหรือใครมาเปิด แล้วมันมีโอกาสทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นเสียหายได้ แถมเชื้อโรคในอากาศเข้าไปอีก (ฟังดูอาจจะเวอร์หน่อย) เลยไม่แน่ใจว่าปกติมีพนักงานคอยหยิบสินค้าให้หรือเปล่า แต่จริงๆมันควรอำนวยความสะดวกลูกค้า สื่อสารชัดเจนจะได้ง่ายแก่การเลือกซื้อน่ะค่ะ แอดลองสังเกตุผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆดู ก็เป็นเหมือนกันไม่มีเบอร์ติด อันนี้ลำบากบางคนขี้เกียจแกะก็ไม่อยากซื้อแล้ว

ออกนอกเรื่องไปซะเยอะมาดูสีที่ swatch กันดีกว่า Peripera Smile Fit Blusher ตัวนี้ราคาเต็ม 495 บาท ปริมาณ 8g แต่แอดได้มาในราคาโปรโมชั่นนะคะ 300 บาท พอ swatch แล้วนึกถึง Sleek Blush ขึ้นมาทันที แต่ตัว Sleek นี่จะวิ้งทองๆ ถ้าเทียบ Packaging ของ Sleek ก็มีกระจกมาให้ด้วย แต่ไม่มีแปรง พลาสติกด้านนอกของ Sleek จะดูแข็งแรงกว่า Design ออกแนว High Brand แบบ NARS แต่ของ Peripera นี่เกาหลีจัดๆมาเลย ถ้าเทียบความชัดเจนของเม็ดสีหรือ pigment ของ Peripera #5 Coral Orange นี่เนื้อดีกว่ามากค่ะ คือตัว Sleek ก็เม็ดสีชัด (ตามที่เคยรีวิวไว้ คลิ๊กที่นี่) แต่มันทองฟุ้งๆ เลยทำให้เม็ดสีไม่เข้มเท่า แต่ถ้าชอบวิ้งและสีจัดๆ ต้องตัวนี้เลย Peripera

Peripera Smile Fit Blusher NO.5 Coral Orange

Peripera Smile Fit Blusher NO.5 Coral Orange

Peripera Brush

Peripera Brush

 

ในไลน์ของ Peripera Smile Fit Blusher มีรวมทั้งหมด 7 สี คือ

No.1 Pink Highlighter

No.2 Vanilla Pink

No.3 Pink Rose

No.4 Peach Orange

No.5 Coral Orange

No.6 Rose Bronze

No.7 White Shine

Peripera Smile Fit Blusher (Credit Picture - https://www.facebook.com/periperathailand)

Peripera Smile Fit Blusher (Credit Picture – https://www.facebook.com/periperathailand)

Peripera Smile Fit Blusher NO.5 Coral Orange

Peripera Smile Fit Blusher NO.5 Coral Orange

 

ถามว่าสีที่ swatch ออกมาแล้วให้ pigment ที่ชัดเจนน่าจะเป็น No.3 No.5 No.6 ซึ่งตัดเบอร์ที่สีอ่อนทิ้งไป และตัดเบอร์  6 (น้ำตาล) เพราะมันใช้ shading  ที่ยังไม่ซื้อ No.3 มาใช้เพราะลองปาดดูแล้วมันดูชมพูแป้งๆไป จะคล้ายๆ ของ Etude ที่มีอยู่แล้วเลยเอา No.5 Coral Orange มาก่อน ซึ่งชอบมากมายเลยค่ะ ส่วนใครที่จะหาซื้อ Highlight นี่ต้องเบอร์ 1 กับ 7 เลย ปาดดูแล้วโอเคค่ะ เพราะผลิตภัณฑ์ Highlight ของเกาหลีแทบทุกยี่ห้อทำดีเกือบหมดนะคะ เม็ดสีมันจะไม่หยาบ เหมาะกับสาวเอเชียดีค่ะ

 

 

จาก blog ก่อนหน้าที่กล่าวถึง นาฬิกาแฟชั่น มีผู้อ่านหลายท่านสนใจเกี่ยวกับนาฬิกา Issey Miyake เป็นจำนวนมาก และมีบางท่านอยากให้เล่าเกี่ยวกับประวัตินาฬิกา Issey Miyake ว่ามีความเป็นมาอย่างไร แบรนด์ Issey Miyake นั้นมาจากชื่อของแฟชั่นดีไซน์เนอร์ชาวญี่ปุ่น คือ Mr. Issey Miyake เกิดเมื่อ 22 เมษายน พ.ศ.2481 ที่จังหวัดฮิโรชิมา แล้วเขาก็เป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ถล่มฮิโรชิมาเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2488 ซึ่งตอนนั้นเขามีอายุเพียง 7 ขวบเท่านั้น เขาเรียนด้าน Graphic Design ที่มหาวิทยาลัยศิลปะทามะในกรุงโตเกียว และจบการศึกษาในปี พ.ศ.2507 หลังจากเรียนจบเขาได้มีโอกาสไปทำงาน ณ.กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสและที่กรุงนิวยอร์กประเทศสหรัฐอเมริกา และกลับมาก่อตั้งห้องเสื้อผู้หญิงชื่อ “Miyake Design Studio” เมื่อปี พ.ศ.2513 ซึ่งห้องเสื้อของเขาจะระดับเทียบเท่ากับแบรนด์ชั้นนำหรือเรียกว่า High Fashion และในปี พ.ศ.2523 เค้าได้คิดค้นวิธีใหม่ในการทำผ้าอัดพลีท ซึ่งสวมใส่และรักษาง่ายกว่าวิธีเดิมๆ เป็นการปฏิวัติวงการเสื้อผ้าครั้งใหญ่ ซึ่งตอนนั้นเค้าให้ชื่อว่า Pleats Please.

Mr. Issey Miyake

Issey Miyake Watch

Issey Miyake เริ่มเข้าสู่วงการนาฬิกาเมื่อปี พ.ศ.2544 โดยจับมือกับบริษัท ไซโก้ อินสทรูเม้นท์ (Seiko Instrument Inc.) และออกแบบโดย Miyake Design Studio ซึ่งในโครงการนี้มีดีไซน์เนอร์ชื่อดังเข้าร่วมถึง 7 คนด้วยกัน โดยร่วมกันสร้างสรรค์และถ่ายทอดผลงานผ่านความคิดของ Mr. Issey Miyake ในทุกๆวันพวกเขาจะพบกับความท้าทายในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยคงคอนเซ็ปท์ว่าเป็นนาฬิกา Analog (นาฬิกาแบบมีเข็ม) และต้องผลิตในญี่ปุ่นด้วย โดยดีไซน์เนอร์จะเป็นผู้ออกแบบแพ็กเกจด้วยตนเอง จากความร่วมมือของทั้ง 3 กลุ่มคือดีไซน์เนอร์, บริษัทไซโก้,และ Miyake Design Studio จึงรังสรรค์ผลงานที่สวยงามไม่เหมือนใคร  สามารถใช้ งานได้ดีและราคาสมเหตุสมผล และนี่คือที่มาของนาฬิกาแบรนด์นี้ค่ะ

ผู้อ่านบางท่านอาจจะเคยเห็นหน้าตาของนาฬิกา Issey Miyake ไปบ้างไม่มากก็น้อย บางท่านอาจหลงไหล (แบบผู้เขียน) ในดีไซน์และรูปลักษณ์ของมัน ทีนี้เรามาทำความรู้จักกับดีไซน์เนอร์แต่ละท่านที่ออกแบบนาฬิกาแต่ละรุ่นของ Issey Miyake ว่าเป็นใครกับบ้างค่ะ

 

YAMANAKA TOSHIHARU – หรือ Mr. Shunji Yamanaka จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียวในปี พ.ศ.2525 และได้เข้าทำงานที่บริษัท นิสสัน ดีไซน์ เซ็นเตอร์ เขาเริ่มผันตัวมาเป็น นักออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอิสระในปี พ.ศ.2530 โดยทำการพัฒนาอุปกรณ์ตั้งแต่นาฬิกาจนถึงรถยนต์ เขายังทำหน้าที่เป็นอาจารย์รับเชิญของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยโตเกียวในปี พ.ศ.2534 และได้ก่อตั้ง Leading Edge Design Corporation ในปีพ.ศ. 2537

Shunji Yamanaka

ผลงาน – INSETTO คอนเซ็ปท์คือ “ทำความเข้าใจโลกที่มหัศจรรย์” กาลเวลาไม่มีค่าสำหรับโลกที่มหัศจรรย์ดวงนี้ แต่มนุษย์ยังคงต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจกับมัน ดังนั้นจึงมีการคิดค้นนาฬิกาเพื่อคำนวณเวลา เวลาจะเป็นตัวบอกตำแหน่งของดวงอาทิตย์ ระยะเวลาในการก้าวเดินและช่วงจังหวะที่ดอกไม้จะบาน นาฬิกาจึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสำรวจ และยังจำเป็นต่อการใช้ช่วยในการสังเกตุ บันทึกกิจกรรมที่เกิดขึ้นของสิ่งมีชีวิตเล็กๆในโลก และนาฬิกาข้อมือก็ทำหน้าที่ในการเติมเต็มความต้องการและทัศนะคติทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้น INSETTO Design ใน Issey Miyake นั้นมีการนำมารวมเข้าด้วยกันจากหลายๆ ดีไซน์ หนึ่งในนั้นมาจาก Jean-Henri Fabre  โดยดีไซน์ที่ได้มาในท้ายสุดนี้ คงคอนเซ็ปท์ที่ว่า “นาฬิกาเป็นเครื่องมืออัจฉริยะสำหรับใช้ในการสำรวจประจำวัน” ซึ่งอธิบายความหมายของ INSETTO ได้เป็นอย่างดี

ผลงาน – OVO เป็นนาฬิกาที่ถูกตั้งชื่อว่า “ไข่” ซึ่งได้บรรยายเกี่ยวกับ โลกเล็กๆ ใบนี้ว่าเป็นบ่อเกิดของชีวิต และมันก็ค่อยๆ เติบโตอย่างช้าๆ และกระจายความรับรู้ในการค้นหาทุกๆ วิถีทาง สุดท้ายก็ถูกรวมกันในศูนย์กลาง โดยร่วมกันเจริญเติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์

 

HARRI KOSKINEN –  เป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมซึ่งมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ผลงาน “Block Lamp” เป็นงานส่วนหนึ่งที่เค้าออกแบบ และถูกแสดงในพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ ในกรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ในอนาคตผู้คนจะตื่นเต้นและสนุกไปกับ VAKIO ดีไซน์ ซึ่งจะแสดงออกให้เห็นถึงอารมณ์และความทันสมัยสไตล์ Issey Miyake

Harri Koskinen

ผลงาน – VAKIO, VAKIO II ในภาษาฟินแลนด์นั้น VAKIO แปลว่า “มารตฐานที่ไม่เปลี่ยนแปลง” โดยมีนวัตกรรมในการออกแบบโดยมีอิทธิพลมาจากทางยุโรปตอนเหนือ โดยคงคอนเซปท์ที่ว่า “ความสวยในดีไซน์ที่คุณจะหลงรักตลอดไป”

 

TOKUJIN YOSHIOKA – ในงาน Salone Internazionale del Mobile di Milano ปี พ.ศ. 2545 เค้าได้จัดแสดงผลงานที่มีชื่อว่า “Honey-Pop” (ได้จัดแสดงถาวรไว้ในพิพิธพันธ์ MoMA) รวมถึงผลงาน “Tokyo-pop” และเค้าได้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานให้กับบริษัท Dadriade ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำที่ผลิตเฟอร์นิเจอร์ของประเทศอิตาลี โดยมีคอนเซปท์ที่เกี่ยวกับสวนญี่ปุ่นในอนาคต  และในปี พ.ศ. 2547 เค้าได้ออกแบบผลงานที่มีชื่อว่า “KISS ME GOODBYE” และผลงานโคมไฟที่ให้ชื่อว่า “ToFU” etc. และยังได้รับรางวัลตามมาอีกหลายรางวัล

Tokujin Yoshioka

ผลงาน – TO series นั้นสะท้อนแนวทางการออกแบบที่ไม่เหมือนใครของ Tokujin Yoshioka เค้าคัดสรรตั้งแต่การเลือกวัสดุ จำแนกคุณลักษณะ และเจาะลึกในส่วนย่อยๆ ของแต่ละองค์ประกอบ เพื่อให้ได้นาฬิกา Issey Miyake ที่ไม่เหมือนใคร คล้ายบรรจงแกะสลักออกมาจากเหล็กแท่ง การรวมเข้าด้วยกันของวิสัยทัศน์ในการออกแบบของ Issey Miyake กับเทคโนโลยีที่ก้าวไกลเป็นแรงบันดาลใจให้ได้มาของ TO series.

 

NAOTO FUKASAWA – เกิดที่จังหวัดยามานาชีในปี พ.ศ. 2499 เรียนจบจากมหาวิทยาลัยศิลปะทามะ สาขาออกแบบผลิตภัณฑ์ในปี พ.ศ. 2523 และได้ไปที่สหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2532 โดยทำงานกับบริษัทที่นั่นเป็นเวลาถึง 8 ปี ในปี พ.ศ. 2546 ได้ก่อนตั้ง Naoto Fukasawa Design ได้ทำงานมาทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมถึงประเทศเยอรมันและประเทศแถบสแกนดิเนเวีย และได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย Mr.Fukusawa เป็นบอร์ดที่ปรึกษาของบริษัท MUJI และเป็นกรรมการบริษัท 21_21 Design Sight รวมถึงเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยศิลปะมุซาชิโน่และอาจารย์รับเชิญที่มหาวิทยาลัยศิลปะทามะด้วย

Naoto Fukasawa

ผลงาน – Twelve, Twelve 365 นั้นเน้นความเรียบง่ายมากที่สุด โดยต้องการลดตัวเลขหรือเส้นขีดในหน้าปัทม์นาฬิกาทั้งหมด ซึ่งทำให้เค้าใช้หน้ากระจกคริสตัลเป็นเหลี่ยมทั้ง 12 ด้านแทน มีเพียงเข็มนาฬิกาเท่านั้นที่อยู่บน Issey Miyake เรือนนี้ ซึ่งมันก็มีขนาดเท่ากันด้วย ทั้งหมดก็สะท้อนออกมาในตัวนาฬิกา ที่มีเหลี่ยมชัดเจนและเข็มบอกเวลายาวเท่ากัน ให้ความรู้สึกแข็งแรง สะอาดตา ซึ่งเป็นผลงานที่เรียบง่ายเหมาะกับแบรนด์ Issey Miyake อย่างมาก

ผลงาน – Trapezoid, Trapezoid AL จากชื่อที่มีความหมายว่า “สี่เหลี่ยมคางหมู” นั้นทำให้เค้านึกถึงภาพในหลายๆ แง่มุม โดยวงหนามเตยจะตัดตรงและมีมาตรวัดความเร็วอยู่บนนั้น โดยแรงบันดาลใจเค้าได้มาจากการนำแฟชั่นผสมกับกีฬาแข่งรถ โดยใช้สีที่ตัดกันของตัวเลขกับสีพื้นบนหน้าปัทม์นาฬิกา

ผลงาน – GO ได้รับแรงบันดาลใจมากจาก เกมโกะ โดยเน้นไปที่แผ่นกระดานของโกะที่มีตัวโกะกลมๆ บนกระดาน เปรียบเทียบเหมือนยามที่หยิบตัวโกะเดินบนกระดาน มันให้ความรู้สึกที่ดีมาก เค้าได้ออกแบบนาฬิกาที่มีดีไซน์ที่น่าพึงพอใจที่สุด และสามารถสื่อความรู้สึกให้เห็นและจับต้องได้

 

ROSS LOVEGROVE – เป็นนักออกแบบที่ชอบผสมผสานความเป็นมนุษย์และการใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่า รวมเข้าไปในงานของเค้า Mr.Ross เกิดเมื่อปี พ.ศ.2501 ที่ Cardif, Wales  เรียนจบจากสาขาอุตสาหกรรมการออกแบบจากวิทยาลัยโปลีเทคนิคแมนเชสเตอร์ เกียรตินิยมอันดับ 1 และต่อปริญญาโทที่ Royal College of Art ที่ London ในปี 2523 ในต้นปีของยุค 80’s ได้ทำงานเป็นดีไซน์เนอร์ให้กับบริษัทเยอรมันชื่อ Frog Design ซึ่งมีผลงานออกแบบมากมาย อาทิเช่น Sony Walkman, Apple Computer และเป็นที่ปรึกษาให้กับ Casharel, Louis Vuitton, Hermes,และ Dupont

Ross Lovegrove

ผลงาน – Hu หมายถึง Human หรือมนุษย์ เป็นคำที่ชัดเจนและบริสุทธิ์ ที่นำมารวบรวมเข้าด้วยกันกับนาฬิกา Issey Miyake เป็นการรวมนาฬิกาที่เปรียบเสมือนสิ่งประดิษฐ์ส่วนนึงในร่างกาย ที่ออกแบบให้เข้ากับกายศาสตร์และสามารถหล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายได้

 

YVES BEHAR  – เกิดที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในปีพ.ศ. 2510 เรียนจบจากวิทยาลัยศิลปะและออกแบบพาซาเดน่า และก่อตั้งสตูดิโอออกแบบในปี 2542 ลักษณะการออกแบบของเค้าจะแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของมนุษย์ โดยการออกแบบของเค้าไม่ได้คำนึงถึงการพัฒนาของมนุษย์ในอนาคตที่ยั่งยืนเพียงอย่างเดียวแต่คำนึงถึงชีวิตจิตใจของมนุษย์รวมถึงการแสดงออกด้วย ผลงานที่ผ่านมาก็จะมี One Laptop per One Child ในประเทศที่กำลังพัฒนา, การควบคุมไฟ LED, MINI Cooper etc. เค้าได้รับรางวัลมากกว่า 150 รางวัล และได้รับเชิญเข้าร่วมงาน  World Economic Forum ที่กรุงดาวอสประเทศสวิสเซอร์แลนด์

Yves Behar

ผลงาน – VUE ได้แรงบันดาลใจมากจากการที่เค้าคิดว่า ทำไมมีเลขถึง 12 เลข ในขณะที่เค้าต้องการดูเวลาเพียงเลขเดียว   จึงได้ผลงานออกมานำเสนอในรูปแบบที่แตกต่างไม่เหมือนใคร โดยจะแสดงตัวเลขเพียงตัวเดียว โดยชั่วโมงก่อนหน้าจะค่อยๆ เลือนหายไปจากหน้าจอ โดยให้ความเชื่อที่ว่ามีความพิศวงในเวลาที่น่าค้นหา VUE ของ Issey Miyake ทำให้รู้สึกถึงเวลาที่ผ่านมาและผ่านไปในชีวิต

 

SATOSHI WADA  – เป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์และรถยนต์ เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2504 และร่วมงานกับนิสสัน มอเตอร์ ในปีพ.ศ. 2527หลังจากเรียนจบจากมหาวิทยลัยมุซาชิโน่ กรุงโตเกียว และได้ไปเรียนต่อที่ Royal College of Art ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532-2534 ในปี 2541 เริ่มทำงานที่บริษัท Audi AG ที่ประเทศเยอรมัน โดยผลงานที่เด่นคือ Audi A5 ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นรถยนต์คูเป้ที่สวยที่สุดในโลก เค้าได้ก่อตั้ง SWDesign TOKYO ในปี พ.ศ.2552

Satoshi Wada

 

ผลงาน – W นั้นมุ่งเน้นศิลปะดั้งเดิมของญี่ปุ่น โดยที่เค้าตั้งใจที่จะสร้างสรรค์นาฬิกา Chronograph แบบใหม่โดยเกิดในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเข็มบอกวินาทีจะเดินแบบออโตเมติก และเมื่อยามกดปุ่มจะให้ความรู้สึกถึงความสนุกสนานและหลงใหลในธรรมชาติ

Issey Miyake W เรือนนี้ เป็นการผสมผสานการออกแบบรถยนต์ ที่ย่อขนาดเกจ์รถยนต์มาอยู่บนหน้าปัจท์นาฬิกา ขอบอลูมิเนียมที่ดูทนทานแข็งแรงก็เปรียบเสมือนวงล้อรถยนต์ ซึ่งนาฬิกา Chronograph เรือนนี้ได้ถูกรังสรรค์ความงามให้เป็นตามแบบฉบับของคนญี่ปุ่น โดยใช้สีขาวดำเป็นหลัก

 

ทั้งหมดนี้คือ Watch Collection ของ ISSEY MIYAKE ทั้งหมด โดยส่วนตัวมองว่าแบรนด์นี้มีเอกลักษณ์และไอเดียในการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร หวังว่าคงถูกใจผู้อ่านทุกท่านนะคะ สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่ใน blog หน้า สวัสดีค่ะ

Design is not for philosophy it’s for life. – ISSEY MIYAKE

Search

Categories

Recent Posts

Recent Comments