Browsing all articles tagged with คุมมัน Archives | Planet2go.COM

เห็น Beauty Bloggers หลายคนแนะนำว่าดีมากมาย ส่วนตัวตอนแรกก็เฉยๆนะคะ เพราะแยกไม่ออกเลยเห็นดีหมดแทบจะทุกยี่ห้อ ไม่ว่าจะเป็นแป้ง cezanne, Maybelline Clear Smooth, MAC คือลองมาหมดแล้ว รู้สึกดีระดับนึงแต่ยังไม่ถึงกับดีเว่อร์ตามที่เห็นรีวิวกันมา ในใจก็คิดว่าแป้ง Laura ต้องลองให้รู้สักครั้งว่ามันดีจริงไม่ดีจริง ของแบบนี้ต้องลองเองค่ะ รีวิวเป็นเพียงตัวช่วยส่วนหนึ่ง ต้องดูผิวหน้าของแต่ละคนด้วย โดยคราวนี้แอดมินจัดไปเลยสองอย่างคือแป้งฝุ่นและแป้งตลับในตำนาน ไปดูกันเลย

Perfect Match แป้งฝุ่น & แป้งพัฟ Laura Mercier

Perfect Match แป้งฝุ่น & แป้งพัฟ Laura Mercier

ราคา/ปริมาณบนกล่อง Laura Mercier

ราคา/ปริมาณบนกล่อง Laura Mercier

 

แป้งฝุ่น Laura Mercier Loose Setting Powderสี Translucent – ปริมาณ 29 g / ราคา 1,590 บาท

ตัว packaging เป็นพลาสติกคุณภาพโอเคระดับหนึ่งค่ะ เปิดออกมาไม่มีพัฟให้นะคะ (ของ Shu uemura มีให้ค่ะ แต่มีปริมาณน้อยกว่าของแป้งลอฯ) สีก็ translucent ใช้ได้กับทุกสีรองพื้นค่ะ ตัวแอดฯลองใช้กับทั้ง BB & Foundation ก็ติดเนียนดีมากเลย ลงเพียงแค่น้อยๆเองแทบไม่ต้องตบแป้งพัฟเติมเลยนะคะ ปกติเป็นคนลงแป้งฝุ่นเยอะพอสมควร (ก็เป็นข้อดีประหยัดค่ะ 55) หลังจากลงแป้งฝุ่นไม่เติมแป้งใดๆ เพิ่มสักประมาณ 3 ชม.หน้าจะเริ่มฉ่ำๆละ แต่ไม่ถึงขนาดมันเยิ้มนะคะ แบบว่าถ้าชอบหน้าแมทมากๆ ก็เติมได้ค่ะ แต่บางทีแอดฯลืมเติมแป้งหลังจากเดินทางถึงออฟฟิสช่วงเช้า นั่งทำงานไปส่องกระจกก็ไม่หมองไม่เยิ้มมากเท่าตัวอื่นค่ะ ถ้าเทียบแป้งฝุ่นลอร่ากับแป้งฝุ่นชูอูมูระ จัดแป้งลอร่าเลยค่ะ เพราะของเค้าดีจริง ราคาพอกันปริมาณเยอะกว่า แค่ไม่มีพัฟให้เองค่ะ

แป้งฝุ่น Laura Mercier Loose Setting Powder พร้อมกล่อง

แป้งฝุ่น Laura Mercier Loose Setting Powder พร้อมกล่อง

เนื้อแป้งฝุ่น Laura Mercier Loose Powder

เนื้อแป้งฝุ่น Laura Mercier Loose Powder

Laura Mercier Loose Powder

Laura Mercier Loose Powder

 

 

แป้งตลับ(เทพ) Laura Mercier Foundation Powder สี No.2 (สีเนื้อ)– ปริมาณ 7.40 g / ราคา1,700 บาท

ซี้ดปาก…ปกติไม่คิดจะซื้อแป้งแพงขนาดนี้ค่ะบอกเลย เปลืองเพราะคิดว่าเป็นคนหน้ามัน เติมแป้งบ่อย “แต่”จะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ถ้าคุณได้ลอง เดี๋ยวจะหาว่าเว่อร์ ในตลับให้พัฟมาสองแบบเลือกใช้ตามสะดวกค่ะ คุณภาพตลับแย่มากก๊องแก๊งนะคะ ไม่สมราคาเลย เทียบกับตลับแป้ง MAC ไม่ได้เลยค่ะ แต่ถ้าพูดถึงเนื้อแป้งละก็ คือมันละเอียดจริงๆ เวลาตบลงไปบนหน้านี่ มันไม่ cakey เป็นหนาๆ คุมมันเอาอยู่นะคะเกิน 4 ชม.สำหรับตัวแอดฯเอง ซึ่งดีงามมากๆ ราคาก็แรงมากๆ ปกติแล้วแป้งจะทำมาขายปริมาณก็ราว 10 g นี่ราคาสูงแถมปริมาณน้อยกว่าด้วย เคยสงสัยว่าทำไมคนถึงพูดถึงกันนักหนา ก็เข้าใจแล้วค่ะว่าแป้งดีจริงๆ จะให้ดีก็ซื้อร้านพวกหิ้วมาจากอเมริกาก็จะถูกหน่อย ตกราคาประมาณ 1,200 บาท หรือถ้าช่วงไหนมีจัดโปรฯของทางห้างก็อาจจะลด 10% + แต้มบัตรเครดิต 1x% on Top ก็ราคาสูสีค่ะ (หมายเหตุ – ณ.ตอนที่เขียน blog นี้ยังไม่มีวางขายใน King Power Duty Freeนะคะ)

ถามว่าแอดฯจะซื้อมาใช้อีกหรือเปล่า ตอบว่าซื้อมาใช้แน่ๆค่ะ แต่รอจัดโปรฯดีๆ หรือรอร้านหิ้วเจ้าประจำค่ะ ห่างหายไปนานกับการเขียน blog ยังไงจะพยายามกลับมาเขียนให้มากขึ้นนะคะ มีหลายเรื่องที่อยากแชร์ให้เพื่อนๆมากเลย See ya!

แป้งตลับ Laura Mercier Foundation Powder No.2

แป้งตลับ Laura Mercier Foundation Powder No.2

แป้งตลับให้พัฟมา 2 แบบค่ะ

แป้งตลับให้พัฟมา 2 แบบค่ะ

ด้านหลังตลับแป้งพัฟ Laura Mercier No.2

ด้านหลังตลับแป้งพัฟ Laura Mercier No.2

 

สวัสดีค่ะ วันนี้จะมารีวิวผลิตภัณฑ์ที่เพิ่งสอยมาใหม่ ซึ่งได้มาในราคาลด 30% นะคะ มีสองตัวคือ Blusher กับ รองพื้นของยี่ห้อ Illamasqua อ่านว่า อิลลามาสก้า ค่ะ เป็น product ของประเทศอังกฤษ แต่ผลิตในประเทศเยอรมันนี ยี่ห้อนี้เค้าดังพวก บลัชหรือปัดแก้มค่ะ ไปชมกันเลย

Illamasqua Haul - June 2014

Illamasqua Haul – June 2014

Illamasqua Haul - June 2014

Illamasqua Haul – June 2014

 

ภาพรวมของตัว packaging ไม่ค่อยประทับใจเท่าไร กล่องภายนอกเป็นกล่องกระดาษธรรมดามาก ตัวตลับข้างในก็เป็นพลาสติกธรรมดาออกบางเล็กน้อย แต่ดีไซน์เก๋ไก๋แปลกตากว่ายี่ห้ออื่นๆนะคะ บนตลับจะมีโลโก้ตรงกลางตลับและพิมพ์ชื่อ Illamasqua ตรงที่เปิดด้วย

Illamasqua Blusher

Illamasqua Blusher

Illamasqua Blusher (Sedue, Excite)

Illamasqua Blusher (Sedue, Excite)

 

Illasmasqua Cream Blusher – สี Seduce (ราคา 1,150 บาท ปริมาณ 4g)

ต้องบอกก่อนว่าสีที่ได้มาทั้งตัวครีมบลัชและตัว powder blush ไม่ได้เป็นสียอดนิยมเท่าไรนะคะ เนื่องจากมีมาจัดรายการที่บริษัทลด 30% โดยส่วนตัวสนใจสินค้ายี่ห้อนี้อยู่แล้ว แต่ในเมื่อมันลดขนาดนี้ทำไมไม่ลองซื้อมาใช้ดู ถ้าชอบเราก็ไปสอยสีอื่นมาใช้เพิ่มก็ได้ไม่เสียหลาย สี seduce นี่จะออกสีชมพูกลีบบัวค่อนไปทางเข้มนิดนึง เวลาใช้นี่จิกเบาๆ แล้วตบๆบนแก้มจะลงก่อนแป้งหรือหลังปัดแป้งก็ได้ ไม่เป็นคราบเลยขอย้ำ ใช้ดีสมคำร่ำลือนะคะ สีติดทนไม๊ ติดทนดี ตามที่เคยอ่านมาว่ามี illasmaqua ตลับเดียวใช้ได้ไปเป็นปี อันนี้สงสัยจะจริงเพราะจิกนิดเดียวจริงๆจ้า กิ่นแรงไม๊ จะมีกลิ่นหอมอ่อนๆเหมือนครีมขนมเค้กนะ เปิดแล้วใช้ได้ 18 เดือนเลย (มีระบุไว้หลังกล่อง 18m) แล้วเราสามารถนำมาทาปากได้นะคะ สีสวยทีเดียว  สีทีนิยมกันสำหรับ cream blusher จะเป็นสี Rude, Promise, Dixie ค่ะ

Illamasqua Blusher (Seduce)

Illamasqua Blusher (Seduce)

Swatch Powder Bluhser - Seduce

Swatch Powder Bluhser – Seduce

 

Illasmasqua Powder Blusher – สี Excite (ราคา 1,150 บาท ปริมาณ 4.5g)

ตัว power blusher มีแอบปริมาณเยอะกว่าในราคาที่เท่ากันนะ สีจะออกส้มค่อนข้างมาก สีจัดสุดๆ ปัดแต่น้อยจริงๆ จากการทดสอบปัดแล้วพบว่าไม่ต้องพกอะไรไปเติมนอกบ้านเลย 55 เพราะสีนางติดแน่นทนนานเหลือเกิน แต่ไม่ได้ปาดแบบส้มเวอร์นะคะ เพราะถ้าลงหนักมันจะงิ้วเกินไป ตัวผลิตภัณฑ์ก็ไมมีกลิ่นอะไรแรงมาก เป็นกลิ่นเหมือนแป้งอ่อนๆ พอรับได้ เนื้อเนียนดีเวอร์ ถ้าเปรียบเทียบว่าชอบอันไหนระหว่างครีมบลัชกับ powder blush คือเป็นคนที่ต้องรีบแต่งตัวไปทำงาน มันเป็นอะไรที่ต้องรีบไว้ก่อนก็ลง powder blusher ดีกว่านะคะ เพราะเป็นครีมบลัชนี่อาจต้องบรรจงนิดนึง แต่ถามว่าอันไหนติดแน่นทนนาน แอดมินว่าพอกันเลยอ่ะ มันดีเลิศทั้งคู่เลย สงสัยต้องไปสอยสีอื่นๆมาเล่นบ้างแล้วค่ะ สีทีนิยมกันสำหรับ powder blusher จะเป็นสี Tremble, Hussy, Katie ค่ะ

Illamasqua Blusher (Excite)

Illamasqua Blusher (Excite)

Swatch Powder Bluhser - Excite

Swatch Powder Bluhser – Excite

 

Illasmasqua Rich Liquid Foundation – สี RF210 (ราคา 1,700 บาท ปริมาณ 30 ml)

ชื่อบอกอยู่แล้วว่าเป็น Rich Liquid Foundation มันก็จะให้ลุ๊คแบบเนียนกริบและหนากว่าปกติ เหมาะสำหรับไปงานหรือต้องการปกปิดเป็นพิเศษอะไรเทือกนั้น ตัว packaging นี่เป็นแบบหลอดบีบนะคะ ธรรมดามากๆ เปิดแล้วใช้ได้แค่ 9 เดือนเท่านั้น สีที่แอดมินได้มานี่ออกชมพูเกินไป ต้องเอาไปผสม ซึ่งเป็นความผิดพลาดของตัวเองคือสถานที่ๆ ลองแสงไฟไม่พอ ปาดที่คางมันก็ดูพอดี แต่พอลองทาบนหน้า (ผสมสีอ่อนของ Dior Snow สี 010) แล้วซึ่งมันขาวกว่าหน้า ก็ยังมีคนทักว่าหน้าดำนะคะ เศร้าจริงๆ ตัวนี้แอดฯได้มาในราคา 890 บาท ก็ยังไม่ค่อยเสียดายอะไรมากนัก แต่ก็เสียดายนะ เอ๊ะยังไง ก็คิดว่าจะเอาไว้ใช้ contour หน้าแทนหรืออาจจะไปซื้อรองพื้นสีที่ขาวมากๆ มาผสมดีกว่า จะได้ไม่เสียของค่ะ เนื้อของรองพื้น illasmasqua ตัวนี้แน่นมากๆ ปกปิดดีจริงๆ เวลาลงบนหน้าแล้วเกลี่ยให้ความรู้สึกว่าเหมือนเราทาแป้งบนหน้าเลย ดูแห้งๆ เกลี่ยง่าย แต่ด้วยความเป็นคนหน้าผสม พอสักประมาณ 3-4 ชม.ก็จะมันช่วง t-zone แล้วก็รู้สึกมีน้ำมันอยู่ดีไม่ได้คุมมันอะไร ส่วนเรื่องกลิ่นจะออกแนววนิลาจ๋ามาเลย ซึ่งส่วนตัวไม่ค่อยชอบนะคะ แต่ถ้าใครชอบกลิ่นแนวๆนี้ ก็โอเคค่ะ

Illamasqua Rich Foundation

Illamasqua Rich Foundation

Illamasqua Rich Foundation

Illamasqua Rich Foundation

Illamasqua Rich Foundation

Illamasqua Rich Foundation

Illamasqua Rich Foundation RF210

Illamasqua Rich Foundation RF210

 

รีวิว & ราคา แป้ง Cezanne, Rimmel Stay Matte, Catrice All Matt, Wet n Wild Coverall

วันนี้ขนกรุ Drugstore Brand มากันเลยนะคะเพื่อนๆ จะมีบางตัวที่ดังมากๆ กับตัวที่แอดมินทดลองซื้อมาใช้ดูเล่นๆ เผื่อว่าจะเจอของดีราคาไม่แพง งั้นเราไปดูกันเลยค่ะ

Cezanne, Rimmel, Wet n Wild, Catrice

Cezanne, Rimmel, Wet n Wild, Catrice

Cezanne, Rimmel, Wet n Wild, Catrice

Cezanne, Rimmel, Wet n Wild, Catrice

 

Cezanne UV EX Plus – #EX1, #EX5 (ราคารีฟิล 330 บาท, ราคาตลับรุ่น limited edition 300 บาท, ปริมาณ 11g)

เนื่องด้วยความงกของแอดมินเองครั้งแรกซื้อแป้งเซซานมาแบบรีฟิล ไม่ยอมซื้อตลับแป้งเพราะไม่คิดจะพกพานะคะ เลือกซื้อมาเป็นเบอร์ EX1 ใช้ปัดตอนเช้าหลังลงรองพื้น ใช้จนหมดถาดเลย พอไปเดินวัตสันเห็นเค้าออกตลับรุ่น limited edition ซึ่งจะมีสองลายเป็นชมพูกับฟ้า ตัวแอดมินเลือกสีฟ้ามาเพราะลายดอกบนตลับสวยกว่า แต่ดันจำเบอร์ผิดเลือกแป้งรีฟิลมาเป็นเบอร์ EX5 คือมันออกเหลืองมากๆ พอทาบนหน้าแอดแล้วรู้สึกว่าเหลืองไปหมด โดยผิวของแอดออกขาวเหลืองแต่จะชอบทาแป้งที่หน้าออกขาวเนื้อหรือค่อนไปทางอมชมพูเล็กน้อย เนื้อแป้งเซซานดีสำหรับคนที่ต้องการปกปิด light to medium นะคะ ส่วนตัวใช้แล้วหน้าไม่ว่อกเวอร์ เนื้อไม่หนาดูเป็นธรรมชาติ คุมมันอยู่ได้แค่ประมาณ 4-5 ชม. แป้งจะเริ่มหายไปรอยสิวอะไรก็จะเห็นชัดขึ้น แต่พอซับหน้าแล้วลงใหม่ก็กลับมาเนียนเหมือนเดิม มันขึ้นอยู่กับว่าลงมากลงน้อยด้วย เพราะแป้งเซซานมัน Buildable ได้ดีค่ะ ประกอบด้วยราคาไม่แพง แล้วเวลาทามันก็ไม่ powdery หกเลอะเทอะเหมือนบางยี่ห้อ ถ้าเทียบกับ Maybelline Clear Smooth ของ Cezanne นี่จะไม่ cakey นะคะ ยกให้ 4/5 ดาวไปเลย

Cezanne Limited Edition Packaging

Cezanne Limited Edition Packaging

Cezanne Limited Edition Packaging

Cezanne Limited Edition Packaging

Cezanne UV EX Plus #EX1, #EX5

Cezanne UV EX Plus #EX1, #EX5

 

Wet n Wild Coverall Pressed Powder – #E824B Light/Medium (ราคา 1xx บาท, ปริมาณ 7.5g)

ต้องขออภัยที่จำราคาไม่ได้นะคะ ราคาน่าจะเกิน 150 บาทซื้อที่บูทใน Tops Super Market สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว ซึ่ง Wet n Wild เพิ่งจะมาตั้งบูทค่ะ ตอนนี้ Tops พัฒนาทำเหมือน Sephora เลยมีเคานท์เตอร์ให้ swatch หลากหลายแบรนด์ สะใจมากๆ เหตุผลที่ซื้อแป้งตัวนี้มาคืออยากจะหาแป้งที่ไม่มีรองพื้นมาปัดระหว่างวันนะคะ เพราะรู้สึกเวลาเอาแป้งที่ผสมรองพื้นตบระหว่างวันมัน cakey มากๆ ไม่ชอบเลย พอได้ wet n wild ตัวนี้มาลองใช้ปัดโดย kabuki brush พบปัญหาคือมันเป็นฝุ่นกระจัดกระจายไปหมด แล้วมันก็มีรองพื้นผสมอยู่ด้วย แล้วถามว่าคุมมันไม๊ ไม่คุมค่ะ ปกปิดไม๊ขึ้นอยู่กับวิธีที่ลงแป้งนะคะ ถ้าปัดด้วยคาบูกิก็จะได้ look ไม่หนาอยู่แล้ว แต่ถ้าตบตัวพัฟก็ปกปิดได้ดีพอสมควรค่ะ แต่ให้ลุ๊กหนาไป สรุปข้อเสียคือไม่คุมมัน แป้งฟุ้งกระจาย ข้อดีคือราคาถูกค่ะ ลืมบอกเรื่องกลิ่น กลิ่นมันเหมือนนมอัดเม็ดเลย 555 ถ้าใครคิดว่าไม่ชอบนมอัดเม็ดละก็ ผ่านยี่ห้อนี้ไปได้เลย  ให้ 2/5 ดาวค่ะ

Wet n Wild Coverall Pressed Powder - #E824B Light/Medium

Wet n Wild Coverall Pressed Powder – #E824B Light/Medium

Wet n Wild Coverall Pressed Powder - #E824B Light/Medium

Wet n Wild Coverall Pressed Powder – #E824B Light/Medium

 

Catrice ALL MATT – #015 Natural Beige (ราคา 185 บาท, ปริมาณ 10g)

เค้าเคลมว่าของเค้าเป็นเนื้อแบบซาติน-แมท คุมมัน และ oil free ตัวแป้งมีกลิ่นจางๆ เนื้อจะแข็งกว่าของ Wet n Wild ให้ความรู้สึกเป็นแป้งอัดแข็งมากกว่า ตัวนี้น่าจะตอบโจทย์ได้ดีกว่ามากๆ เพราะมันบางเบามากกว่าค่ะ packaging พกพาง่าย ตัวแป้งพิมพ์ลายเก๋ดี ผลลัพท์หลังจากได้ลองใช้ ตบระหว่างวัน ก็คุมมันได้ระดับนึงประมาณ 3 ชม จมูกก็เริ่มมันแล้วนะคะ แต่มันให้ฟีลไม่ cakey ข้อดีของแป้ง catrice ตัวนี้คือมันมีสีให้เลือกเยอะมาก แต่ข้อเสียคือเวลาใช้ควรใช้แปรงปัดเท่านั้น ด้วยความที่เนื้อแป้งมันแข็ง เวลาใช้เป็นพัฟมันจะทำให้หน้าเราสีไม่สม่ำเสมอ เหมือนทาแป้งฝุ่นเด็ก และเนื้อแป้งในไลน์มีสีที่ขาวมากเกินไปสำหรับสาวเอเชีย นี่ขนาดตัวแอดมินเองเป็นคนผิวขาวอยู่แล้วยังรู้สึกว่า เบอร์นี้ก็ขาวไปค่ะ ให้3/5 ดาวค่ะ

Catrice ALL MATT - #015 Natural Beige

Catrice ALL MATT – #015 Natural Beige

Catrice ALL MATT - #015 Natural Beige

Catrice ALL MATT – #015 Natural Beige

 

Rimmel London STAY MATTE – #001 Transparent (ราคาหิ้ว 350 บาท, ปริมาณ 14g)

Rimmel นี่แม่ค้าเชียร์มากๆ ว่ามันคุมมันใช้ปัดระหว่างวัน ไอ้เราก็ไม่คิดจะซื้อเลย เพราะไม่แน่ใจว่าจะดีจริงหรือเปล่า แล้วมันก็ไม่มีสีให้ลองกับผิว ที่ตัดสินใจซื้อเพราะไปเจอสี #001 Transparent นี่ล่ะ เพราะมันน่าจะ transparent และไม่ออกว่อกเกินไป (ในความคิดตัวเองนะคะ) ตัว packaging นี่เป็นแบบฝาเปิดปิดเหมือนกระปุกอ่ะ ไม่ค่อยชอบเลย ถ้าฝาหายนี่จบเลยนะคะ กลิ่นไม่แรงแต่มันเป็นกลิ่นแป้งพัฟน่ะ เทียบแล้วของ Catrice จะกลิ่นอ่อนกว่ามากจนถึงแทบไม่มีกลิ่นนะคะ เนื้อแป้งขาวเลย เวลาทาลงบนผิวหน้าแล้วมันเนียนให้ look matt จริงๆ คุมมันได้ดีกว่า Wet n Wild & Catrice นะคะ ถ้าเปรียบเทียบกับ Cezanne เนี่ยน่าจะใช้คนละวัตถุประสงค์กัน ส่วนเรื่องราคานี่ขอบอกว่าแม่ค้าบวกเยอะพอสมควร ราคาในร้าน ฺBoots ที่ UK ตกแค่ £3.99 คิดเป็นเงินไทยก็น่าจะประมาณ 220 บาท แต่ถ้าริมเมลมาเปิดเคาน์เตอร์เมืองไทยเหมือน Wet n Wild เมื่อไร แม่ค้ามีหนาวล่ะค่ะ เพราะราคาเค้าตั้งแบบสมเหตุสมผลมากกว่า ให้ 3.5/5 ดาวค่ะ

Rimmel Stay Matte #001 Transparent

Rimmel Stay Matte #001 Transparent

Rimmel Stay Matte #001 Transparent

Rimmel Stay Matte #001 Transparent

 

สรุปแล้ว Cezanne ไว้ทาตอนเช้าเอาแบบ look เด้งๆแต่ไม่ cakey ติดทนนาน พอระหว่างวันก็ซับหน้าตามด้วย Rimmel Stay Matte แอดมินว่าสองตัวนี้ตอบโจทย์สุดแล้วค่ะ แถมราคาเอื้อมถึง แนะนำให้เพื่อนๆลองหาซื้อมาใช้ดูกันนะคะ ส่วนด้านล่างจะเป็น swatches ของแต่ละ product ลองเปรียบเทียบสีกันดูค่ะ ขอบคุณที่เข้ามาชมเพจค่ะ วันนี้ลาไปก่อน บายบาย

Cezanne, Rimmel, Wet n Wild, Catrice

Cezanne, Rimmel, Wet n Wild, Catrice

 Business Contact : appleberrymail@yahoo.com

 

Search

Categories

Recent Posts

Recent Comments