Browsing all articles in แฟชั่น

สวัสดีค่ะ จากที่เคยเขียนถึงร้านเสื้อผ้า ZARA ไปแล้ว คราวนี้เราจะมาพูดถึงร้านน้องๆ ของ ZARA กันบ้างตามที่ติดค้างเอาไว้ จริงๆแล้วเจ้าของ ZARA เป็นชาวเสปนชื่อ Mr. Amancio Ortega ซึ่งเค้ามีร้านอยู่ในเครือมากมายคือ Pull&Bear, Bershka, Stradivarius, Massimo Dutti, Kiddy’s, Oysho โดยในวันนี้ผู้เขียนขอกล่าวถึงร้าน Pull&Bear นะคะ เป็นยี่ห้อน้องใหม่เพิ่งเปิดช้อปในประเทศไทย ล่าสุดได้ไปแวะร้านนี้มา พร้อมกับสอยรองเท้ามาหนึ่งคู่ คอนเซปท์โดยรวมของร้านเน้นกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นอย่างชัดเจน ราคาก็มีตั้งแต่ 690-1,790 บาท สำหรับเสื้อทั่วไป หากเป็นพวกแจ๊กเกท ราคาก็จะสูงขึ้นไปอีกถึง 2,xxx บาทเลยทีเดียว คุณภาพของสินค้า การตัดเย็บ โดยภาพรวมแล้วเหมือนเราอยู่ใน ZARA TRF Zone เพียงแต่ Pull&Bear นั้นมีการตบแต่งร้านที่ทันสมัย มีลูกเล่นในการตบแต่งร้านมากกว่า ZARA โดยภาพรวมเสื้อผ้าจะเป็นแนว casual เสื้อยืดกางเกงยีนส์ มีเดรสบ้าง เป็นแนวเดรสสั้นแบบน่ารักเหมาะกับวัยรุ่นยุคปัจจุบัน ส่วนรองเท้ามีตั้งแต่ High Pumps (รองเท้าสูงมาก) ยัน Flats (รองเท้าเตี้ย) รวมถึงรองเท้าแตะ (Beach Shoes) ด้วย

Pull&Bear

Pull&Bear Shop

เท่าที่ผู้เขียนทราบ ในเมืองไทยมีร้าน Pull & Bear อยู่ 2 สาขาคือที่เซ็นทรัลพระราม 9 กับ ที่ชั้น 2 เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งหากมีที่อื่นอีกต้องขออภัยด้วยนะคะ เพราะเคยไปมาแค่สองสาขานี้เองค่ะ เวลาจะลองสินค้านั้น ถ้าพูดถึง ZARA ห้องลองนั้นจะกว้างขวางมาก มีหลายห้อง ตบแต่งสีขาวม่านสีเข้มดูสะอาดตา แต่ถ้าหากคุณได้เข้าไปลองสินค้าใน Pull&Bear จะให้ความรู้สึกอีกแบบ เป็นห้องตบแต่งด้วยประตูไม้ ผนังทาสีอ่อน โทนแสงที่ใช้ในการตบแต่งนั้นดูนุ่มนวล ก็เปลี่ยนบรรยากาศไปอีกแบบ แต่มีข้อเสียสำหรับสาขาเซ็นทรัลเวิลด์คือ ทางเข้าคับแคบไปนิดนึง และห้องลองก็มีจำกัด

 

Pull&Bear Accessories

 

สินค้าที่น่าสนใจอีกอย่างคือพวก Accessories ในร้านนั้นก็มีพวก Headbands, แว่นตา, นาฬิกา,เข็มขัด, ถุงเท้า สนนราคาเริ่มต้นที่ 190-890 บาท  ส่วนช่วงระยะเวลา Sale นั้น จากที่แวะเวียนเข้าไปในร้านก็มีบางส่วนที่เป็นสินค้าลดราคา จึงขอตั้งข้อสังเกตุว่าน่าจะเริ่มลดราคามาสักพักแล้ว จนเหลือเพียง zone สินค้า sale เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เอาไว้ปลายปีผู้เขียนจะขออนุญาตมา update ละกันนะคะว่าลักษณะการจัดรายการนั้นจะเหมือนกับร้าน ZARA หรือไม่ เพราะจริงๆ แล้วทุกร้านมักจะมีการลดราคาในช่วงกลางปีและปลายปีเป็นส่วนใหญ่ เพียงแต่ร้าน Pull&Bear นี้ใหม่สำหรับผู้เขียนจริงๆ จึงขอติดเอาไว้ก่อน แล้วจะมา update ให้ทีหลังค่ะ

 

Pull&Bear Tags

 

จากในภาพจะเห็นว่าป้ายราคาของ Pull&Bear นั้นเหมือนกับ ZARA มากแม้แต่การติดลดราคาที่ใช้ tag สีส้มก็เหมือนกัน ซึ่งในตอนแรกผู้เขียน

Pull&Bear Pumps

ไม่ทราบหรอกค่ะ ว่าเป็นเจ้าของเดียวกันเพียงแต่สงสัยเฉยๆ เลยไปหาข้อมูลมา ส่วนป้ายผ้าที่ติดกับตัวสินค้านั้น ออกแบบได้น่ารักสดใส สมกับ Product Line ถ้าเปรียบเทียบกับ ZARA นั้นจะต่างกันมากทีเดียว ถ้าใครอยากเห็นตัวอย่างป้ายผ้าของ ZARA ก็ลองไปตามอ่าน blog ก่อนหน้าได้ที่นี่ค่ะ “เทคนิคการซื้อ ZARA” ซึ่งมีโพสรูปไว้ในดูหลายแบบ ส่วนในรูปด้านขวานั้นเป็นรองเท้าแบบ High Pumps ที่ผู้เขียนถอยออกมาเป็นสินค้าชิ้นแรกจากร้าน Pull&Bear ค่า

 

สุดท้ายนี้ ถ้าผู้อ่านสนใจอยากดูสินค้าของ Pull&Bear ก็สามารถเข้าไปที่ website Pull&Bear ค่ะขอให้ทุกคนมีความสุขกับการช้อปปิ้ง แล้วพบกันใหม่ สวัสดีค่ะ

Fashion is architecture:  it is a matter of proportions.  – CoCo Chanel

ตอนนี้เสื้อผ้ายี่ห้ออะไรที่มาแรงแซงโค้ง จนทำให้อยากมาแชร์ข้อมูลกับเพื่อนๆ ก็เห็นจะไม่พ้นแบรนด์ ZARA ไปได้ จริงๆ แล้วผู้เขียนได้มีประสบการณ์กับเสื้อยี่ห้อนี้มาได้หลายปีพอสมควร จากหน้าร้านที่น่าสนใจ เรียบแต่หรู พอเข้าไปสัมผัสราคา ตอนนั้นก็เริ่มต้นตั้งแต่ 590 – 1190 บาท ซึ่งในขณะนั้นก็ถือว่าสมเหตุสมผล โดยเสื้อผ้าที่ผู้เขียนสนใจก็จะเป็นเสื้อยืดพิมพ์ลายแปลก ๆ แล้วก็เสื้อผ้าใส่ทำงาน แต่ละคอลเลคชั่นของ ZARA ก็เปลี่ยนไปตามเทรนด์ โดยเน้นเรียบแต่ดูดี เคยได้ยินเด็กบางคนบอกว่าแก่ บางแบบมันก็แก่จริง ๆ นะ คือวัตถุประสงค์ของ ZARA เค้าก็ไม่ได้เน้นวัยรุ่นมากเหมือนกับ Forever XXI จะค่อนไปเหมือนกับ MNG (Mango) มากกว่า แต่ถ้าเปรียบเทียบคุณภาพแล้ว ZARA จะคุณภาพดีกว่า Forever XXI เยอะมาก

ZARA Shop

 

ใน ZARA ที่ ๆ เป็น shop แบบ Full นั้นจะเปิดทั้งหมด 3 Sections คือ เสื้อผ้าผู้หญิง, ผู้ชาย, และเด็ก เช่นที่สาขาพารากอน (ในขณะที่เขียนนี้กำลังปิดปรับปรุงร้าน) สาขาเซ็นทรัลเวิลด์, สาขาเมกาบางนา (ที่ใหญ่มาก ๆ แทบจะ Full display ทุกคอลเลคชั่น) แต่ในบางที่ ๆ อาจจะเน้นลูกค้าเฉพาะกลุ่มจะเปิดเพียงโซนเสื้อผ้าผู้หญิงและผู้ชายเท่านั้นค่ะ (เช่นสาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว, เซ็นทรัลเฟสทิวัล พัทยา) ปัจจุบันราคาสูงขึ้น ซึ่งเริ่มต้นก็ปาเข้าไปที่ราคา 1490 – 2990 บาททีเดียว

Inside ZARA

 

 

 

 

ZARA Tags

ZARA Tags

ในร้าน ZARA มีการแบ่ง Product line ไว้อย่างชัดเจนไล่ลำดับราคาโดยเฉลี่ยจากน้อยไปมากคือ ZARA TRFaluc, ZARA Basic, ZARA Knit, ZARA Woman โดย ZARA มีแหล่งผลิตสินค้าหลากหลายที่คือ Morrocco, Turkey, India, China, Vietnam (ไล่ลำดับจากแหล่งผลิตใหญ่ไปเล็กสุด) โดยปกติผู้เขียนจะชอบช่วง Sale ของ ZARA มาก ๆ ซึ่งโดยปกติ 1 ปีจะมี 2 ครั้งคือกลางปี (เริ่มปลายเดือนมิถุนายน-สิงหาคม) และปลายปีคือ (เริ่มปลายเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์) โดยปกติในช่วง Sale ตั้งแต่วันแรกไปจนถึงสัปดาห์ที่สอง ราคาส่วนใหญ่ที่จะลดจะประมาณ 20% เป็นตัวกลม ๆ เช่น ราคา 1990 ลดเหลือ 1590 เป็นต้น แต่เมื่อเลยสัปดาห์ที่สองไปแล้วก็จะลดลงอีกจากป้ายประมาณ 100 บาท / สัปดาห์ แล้วแต่สินค้าว่าชำรุดมากน้อย หรือตกค้างมากน้อย หากผู้อ่านเป็นคนที่ชอบของคุณภาพโอเค ไม่เป๊ะแต่ไม่เยิน ควรจะช๊อปช่วง 1-2 สัปดาห์แรก จะได้คอลเลคชั่นสวยๆ ในราคาที่ถูกลงกว่าราคาป้าย (ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็ยังไม่ได้ถูกมากนะคะ) แต่ถ้าจะรอให้ลดลงไปอีก อาจของหมดหรือได้ซื้อของเหลือราคาถูกซึ่งบางคนอาจนำไป Mixed & Match ได้ก็แล้วแต่ละบุคคลค่ะ

 

ZARA Shop

ZARA Sale

Zara SALE 2014

Zara SALE 2014

แล้วอีกเทคนิคคือควรจะแวะหลายๆ สาขา เพราะอาจจะมีแบบที่เราชอบแต่สีไม่ชอบหรือไซส์ไม่ใช่ ในสาขานี้แต่มีในสาขาอื่นก็ได้ ควรแวะเวียนไปบ่อยๆ ถูกใจก็ค่อยซื้อ อย่าซื้อเพราะมันลดแบบผู้เขียนนะคะ พอเรากลับมานั่งพิจารณาบางตัวมันก็ใส่ไปไหนไม่ค่อยได้ เสียดายสตางค์ค่ะ แล้วจะรู้ได้ไงว่าเมื่อไร ZARA จะลดราคา ก็ง่ายๆ คือ กด Like ZARA หรือ ZARA Thailand ก็ได้หรือถ้าคุณเดินห้างบ่อยๆ ดูได้เลยค่ะว่าถ้า MNG (Mango) ลดเมื่อไร เก็บตังค์ไว้ช๊อป ZARA ได้เลยค่ะ โดยปกติ ZARA จะลดในวันพฤหัสสุดท้ายของเดือนมิถุนายนและเดือนธันวาคม โดยทุกร้านของ ZARA จะแปะคำว่า SALE สีแดงเอาไว้หน้าร้านตัวเบ้อเร่อ (update: ปัจจุบันเป็นป้าย SALE ขาวดำแล้วจ้า) รู้แน่ๆ ว่า Sale ค่ะ เอาไว้คราวหน้าจะมากล่าวถึงแบรนด์น้องๆ ของ ZARA ว่าในเมืองไทยมียี่ห้ออะไร สไตล์และราคาเท่าไรบ้างค่ะ วันนี้ขอลาไปก่อนสวัสดีค่ะ

 “Fashions fade, style is eternal.” — Yves Saint-Laurent

จากที่พยายามนั่งนึก นอนนึก หรือจะกินไปนึกไปว่า เราจะเขียนเรื่องอะไรดี ที่เราสนใจสามารถต่อยอดได้ นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก หันมามองนาฬิกาที่มือตัวเองก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืนแล้ว ดูไปดูมาเจ้าข้อมือนี่

ก็อยู่กับเรามานานมาก จึงได้ไอเดียว่า เอาวะเขียนเรื่องนาฬิกาข้อมือดีกว่า ต้องขอออกตัวว่าเป็นคนชื่นชอบนาฬิกาแฟชั่น ไม่เน้นแพงมากและชอบใส่เปลี่ยนบ่อยๆ ตามการแต่งตัวหรือตามอารมณ์ แต่เพื่อไม่ให้เนื้อหามันไร้สาระเกินไป ก็จะเกริ่นประวัติคร่าวๆ ของเจ้านาฬิกาแบบหลวมๆ เพราะถ้าอยากได้แน่นๆ ก็ถามอาจารย์กูกันได้อยู่แล้วนี่นา

เอาละค่ะ เจ้านาฬิกาเล็กๆ (Watch) มีแรกเริ่มในสมัยศตวรรษที่ 15, เจ้า Pocket Watchเดิมทีเค้าสวมใส่กันในกระเป๋า มีโซ่คล้องด้วย เหมือนในหนังพีเรียดฝรั่ง ที่พระเอกชอบควักมาดูเวลานั่นแหละ ซึ่งนาฬิกาในสมัยแรกๆนั้นจะบอกเวลาด้วยระบบกลไกจักรกล ซึ่งอาศัยการเคลื่อนไหวของฟันเฟืองต่างๆภายในชุดกลไกที่ได้รับแรงขับมาจากลานสปริงมาทำให้นาฬิกาเดินได้  แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ นาฬิกาไขลานกับนาฬิกาออโตเมติก ข้อเสียของนาฬิกาประเภทนี้ในสมัยก่อนคือเดินไม่ค่อยตรง แล้วก็ sensitive กับปัจจัยหลายอย่างเช่น อากาศ, ตำแหน่งที่บอกเวลา แล้วก็ต้นทุนในการผลิตสูงเพราะเป็นงานที่ละเอียดมาก

แล้วเจ้า Pocket Watch เนี่ยทำไมเลิกฮิตอ่ะ ก็เนื่องมาจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ทหารที่ออกรบประยุกษ์เอาเจ้า Pocket Watch มาผูกติดกับสายหนังแล้วรัดกับข้อมือ เพื่อความสะดวกในการใช้งานยามรบกับข้าศึกนั่นเอง จากระบบไขลานด้วยมือที่เดินไม่ค่อยตรง ก็พัฒนามาสู่ระบบออโตเมติก ซึ่งคิดค้นในปี คศ.1770

Pocket Watch

เจ้าระบบออโตเมติก หรือนาฬิกาไขลานอัตโนมัติ หรือเรียกง่ายๆว่าไขลานและทำงานได้ด้วยตัวเอง นาฬิกาในกลุ่มนี้จะมีตัวโรเตอร์ (Rotor) คอยเหวี่ยงขึ้นลานให้ ขณะที่เราสวมใส่นาฬิกาไว้บนข้อมือตลอด  ซึ่งแรงเหวี่ยงจากข้อมือจะช่วยให้โรเตอร์ทำงานตลอดส่งผลให้เกิดการขึ้นลานตลอด นาฬิกาจึงสามารถเดินได้ตลอดเวลา และจุดสังเกตของนาฬิกากลุ่มนี้ตัวเรือนเบาๆก็จะได้ยินเสียงโรเตอร์สั่นและหมุนดังเป็นเสียงกิ๊กเบาๆ

และนาฬิกาประเภทสุดท้ายคือ นาฬิกา Quartz (ควอตซ์)  คือนาฬิกาที่ต้องใช้แบตเตอรี่หรือถ่านช่วยในการทำงานนั่นเอง นาฬิกากลุ่มนี้ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เป็นตัวหมุนเข็มนาฬิกา (Analog)  ให้เดินบอกเวลาหรือแสดงเวลาผ่านระบบตัวเลขดิจิตอล (Digital) บนหน้าปัดแบบ LCD หรือ LED ก็รู้ประวัติคร่าวๆ ของนาฬิกาข้อมือ (Watch or Wristwatch) กันไปพอสมควรแล้ว ก็จะมาแนะนำลูกๆ ที่มีไว้ในครอบครอง มีหลากหลายราคาและที่มาแตกต่างกันไป

เรือนที่ 1 คือ TAG HEUER WG1330-RO Link Professional Year 1987-1999  

ได้มาตอนปี 1997 ปัจจุบันยังคงทำงานได้ดีเหมือนซื้อมาใหม่ๆ ตอนนั้นได้มาในราคา 30,000 บาทถ้วน ถือว่าคุ้มค่ามากๆ นาฬิกาแนวนี้จะดู luxury style นิดนึง ขนาดหน้าปัดนาฬิกาก็ไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป (25mm x 28mm x 8mm) กระจกเป็น Sapphire

พรายน้ำก็ส่องสว่างจนถึงปัจจุบัน ตรงสายอาจมีจางๆ ไปบ้างแต่ก็ถือว่าโอเคสำหรับทอง 18K หนา 20 microns นะคะ เคยคิดจะไปทำใหม่ เค้าทำให้แค่ 5 microns เองในราคาประมาณ 3,500 บาท จึงปลี่ยนใจไม่ทำเก็บไว้ดีกว่า เรือนนี้เป็นเรือนที่รักที่สุดเพราะคุณแม่ซื้อให้ค่ะ

 

เรือนที่ 2 คือ Longines La Grande Classique Serial 27703090 

ได้เรือนนี้มาปี 1995 ตอนแรกได้มาไม่ชอบเพราะมันดูแก่ในสายตาเราตอนนั้น ตอนนี้เริ่มแก่แล้วเลยเอามาใส่ -_-‘ โดยดีไซน์ต้องยอมรับว่าสมชื่อรุ่น คือมันดูคลาสสิคมากใส่ได้ตลอด ขนาดหน้าปัดนาฬิกาก็เท่ากับหรียญ 1 บาทพอดิบพอดี บางมากใส่แล้วเหมือนไม่ได้ใส่นาฬิกา เอาไว้ใส่ในวันที่แต่งตัว Lady มากๆ เรือนนี้คิดเป็นเงินไทยในตอนนั้นน่าจะตกประมาณ 13,000 บาทค่ะ ปัจจุบัน Longines รุ่นคลาสสิคนั้นราคาในเคาน์เตอร์ก็จะตกประมาณ 30,000 กว่าบาท ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกันที่ตัวเลข

 

เรือนที่ 3 คือ Casio Active Dial Lady Collection LAW-25D-4AVDF

เรือนนี้ชอบความหวานแหววและรูปหัวใจที่ลอยเหมือนฟองสบู่ และสามารถบอกเวลาได้ทั่วโลก แต่ไม่ชอบตรงที่ไฟไม่ได้เป็น LED มันเป็นสองดวงส้ม ๆ กดแล้วเหมือนนาฬิกาเด็กไปหน่อย มีข้อดีตรงที่มีบอกเวลาทั้งสองแบบคือ เป็นแบบเข็ม Analog และ Digital ราคาประมาณ 1,900 บาท

 

เรือนที่ 4 คือ Casio Baby G BG-1001PP Puppy’s Garden Limited Edition

เป็นเรือนที่ได้รับเป็นของฝากจากญี่ปุ่น โดยส่วนตัวไม่เคยมีนาฬิกา Baby G มาก่อนตั้งแต่สมัยเค้าฮิตๆ กัน พอเห็นเรือนนี้แล้วโดนใจมากเป็นดีไซน์ที่มีน้องหมาเป็นส่วนประกอบ ไฟ LED จะขึ้นเป็นรูปน้องหมาแล้วด้านหลังตัวเรือนก็จะมีสลัก Puppy’s Garden เก๋ไก๋มาก เค้าทำมามีสีฟ้ากับสีชมพู เรือนนี้จะชอบใส่ไปวันลุยๆ เช่นเล่นกีฬา หรือเดินทางไกล ราคา 2,800 ลืมบอกว่าอุตส่าห์ ไปถอยจากญี่ปุ่นแต่ดันเป็น Made in Thailand ซะนี่สิ

Casio Baby G Puppy’s Garden

 

เรือนที่ 5 คือ IKE Milano Lifestyle Rubber Stone – Pink จากอิตาลี

เห็นความหวานแล้วถูกใจใช่เลย แต่ขอบอกว่าคุณภาพไม่สมราคา มีหลายคนบอกว่าต้องทำใจสำหรับนาฬิกาแฟชั่น อย่างเช่นพวก Toy Watch หรือ Vabene เพราะสินค้าแบรนด์เหล่านี้เน้นดีไซน์ไม่เน้นคุณภาพ เหอๆ เข้าเรื่องดีกว่า ที่ตัดสินใจซื้อนาฬิกายี่ห้อนี้อันดับแรกเห็นแล้วปิ๊ง และมันออกแนว Toy Watch ที่กำลังฮิตกัน

IKE Milano Rubber Stone

แต่ที่ไม่ยอมซื้อน้อง Toy Watch เพราะเทียบราคากับวัสดุแล้ว ต่างกันพอสมควร แล้ว Toy Watch ก็ copy กันเยอะมาก พอหลังจากได้ซื้อมาใส่ กระแสตอบรับจากคนรอบข้าง ชอบกันมากๆ แต่ไม่ถึงเดือนสายเริ่มดำ พรายน้ำที่ติดตรงวงของหน้าปัดนาฬิกาก็หลุด เอาเป็นว่าใส่เรือนนี้ห้ามกระดุกกระดิก เสียดายเงินมาก หากสายไม่ดำก็จะยังอยากใส่อยู่ ตอนนี้รอหาสายสวยๆ มาเปลี่ยนแทนค่ะ เพราะ strap replacement ของยี่ห้อนี้สนนราคาที่ 2,000 บาทและต้องนำเข้า ราคาหลังหักลดสุทธิเหลือ 9,900 บาท ค่ะ

 

เรือนที่ 6 คือ IKE Milano Vintage Lady Automatic

ตอนแรกที่ตั้งใจดูรุ่นนี้ไว้ไม่ได้มองสีน้ำตาลไว้เลย มัวแต่เล็งๆสีชมพู (อีกแล้ว) แต่คนขายบอกว่าสีน้ำตาล Rose Gold นี้เข้ามาใหม่ เราเอามาลองๆ แล้วเออมันก็สวยดี ซื้อมาสนนราคาประมาณ 15,000 บาท จำตัวเลขตรงๆไม่ได้ แถมกล่องใส่นาฬิกาให้ด้วย ใส่ได้ 4 เรือน เราก็โอเคตกลง

เนื่องจากเป็นนาฬิกาออโตเมติก ก็กลัวว่าจะเดินไม่ตรง แต่จนถึงตอนนี้ก็ไม่เจอว่าเดินไม่ตรงนะ เพียงแต่จะรำคาญเวลาไม่ได้ใส่นานๆ ต้องคอยมาปรับหมุนวันที่ให้ตรง แต่ก็ไม่ได้หนักหนาอะไร ส่วนตรงขอบที่ชุบ Rose Gold ไว้ก็กลัวลอกเหมือนกัน แต่มันก็แค่จางลงนิดหน่อย โดยรวมพอใจค่ะ และเป็นเรือนที่ใส่บ่อยพอสมควร

IKE Milano Vintage Lady Automatic

 

เรือนที่ 7 คือ Guess Collection BC 29005L Swiss Made

เป็นนาฬิกาแสตนเลสสลับกับเซรามิคสีขาว ตัวเครื่องสวิส ชอบตรงเซรามิคสีขาวดูเด่นดีค่ะ แต่นาฬิกาเซรามิคเวลาใส่ต้องคอยระวังไม่ให้ไปกระแทกโดนอะไรหรือทำตก เรือนนี้ใส่ไม่ค่อยบ่อยนัก เนื่องจากตัดสายให้พอดีข้อมือแต่มันแน่นเกินไป ต้องลดความอ้วนอีกหน่อยค่ะ ราคาเรือนนี้หักลดสุทธิประมาณ 11,000 บาท เข็มเล็กในวงกลมด้านล่างใช้บอกวินาที เรือนนี้ไม่มีบอกวันที่ เวลาใช้ก็งงๆ สำหรับตัวเองเพราะชอบดูวันที่บนนาฬิกาบ่อยๆ

Guess Collection Ceramic Strap – Swiss Made

 

 เรือนที่ 8 คือ Appetime Watermelon – PIPS Fruits 2009

Appetime Watermelon PIPS Fruits 2009

 

เรือนนี้มันดูน่ากินมากๆ Appetime เป็นนาฬิกาสัญชาติญี่ปุ่นค่ะ ใน Collection นี้มีผลไม้หลายแบบมาก มีนีโอกีวี่, กล้วย, มะม่วง,มะละกอ และแตงโม และมีรุ่นอื่นๆที่เป็นขนาดหน้าปัดนาฬิกาที่เล็กกว่า แต่เป็นผลไม้ชนิดอื่น เช่นแอ๊ปเปิ้ล,แครนเบอร์รี่ ฯลฯ แต่ที่เห็นแจ่มสุดก็ต้องยกให้น้องแตงโมค่ะ เพราะสีจัดๆ แล้วก็แฟชั่นจ๋ามากๆ สะดุดตา เรือนนี้ได้มาในราคา 3,000 บาท ซื้อร้านนาฬิกาแถวสยาม เพราะราคาน่าจะถูกสุด

 

เรือนที่ 9 คือ Issey Miyake Trapezoid AL

ชอบที่ความแปลกของตัวหน้าปัดนาฬิกา เห็นปุ๊บสะดุดตามากๆ จริงๆแล้วชอบเรือนสีฟ้าตัวเลขสีแดง แต่พอไปเห็นเรือนจริงเริ่มลังเล เพราะสีฟ้ามันหม่น ๆ เลยเปลี่ยนใจถอยสีดำ ขอเปลี่ยนมาซื้อสีเท่ห์ๆ แบบสีดำดูบ้าง เรือนนี้เข็มยาววินาทีจะเอาไว้ใช้จับเวลา ไม่ใช่สำหรับบอกวินาทีนะคะ

ส่วนตัวเลขที่อยู่รอบหน้าปัดนาฬิกานั้น สามารถใช้จับความเร็วจากจุดที่ออกสตาร์ทถึงจุดปลายทางได้ พยายามอ่านคู่มือถึงวิธีใช้แล้วมันออกจะซับซ้อน เลยถอดใจเอามาใส่เก๋ๆดีกว่า ใส่ไปสักพักมันไม่เข้ากับข้อมือเพราะเลื่อนมาจนข้อสุดท้ายแล้วก็ยังเหลือวงกว้างมากไม่กระชับข้อมือ เลยส่งต่อให้กับคนที่ข้อมือใหญ่กว่าเราแทนค่ะ ^_^ เรือนนี้หักลดสุทธิสอยมาในราคาประมาณ 13,000 บาท

 

Issey Miyake Trapezoid AL

 

เรือนที่ 10 คือ Issey Miyake 365 Twelves

ครั้งแรกที่ไปเคาท์เตอร์นาฬิกาของ Issey นั้นไม่ได้เล็งตัวนี้ไว้เลย แต่เมื่อเจ้า Trapezoid ใหญ่เกินไป แล้วตั้ง concept ไว้ว่าจะหานาฬิกาใหม่สีดำเรียบ ๆ มาลงตัวที่เจ้า 365 Twelves รุ่นนี้ จริงๆแล้ว Twelves มี 2 รุ่นคือธรรมดากับ 365 Twelvesตัวธรรมดาหน้าปัดนาฬิกาจะโล่งเตียนดูคลาสสิค เรียบๆ เท่ๆ แต่ส่วนตัวชอบนาฬิกาที่บอกเวลาและวันที่ ดังนั้นเจ้า 365 Twelves จึงลงตัวมากกว่าตอนนี้คือเรือนที่ใส่บ่อยที่สุด และได้ข่าวมาจาก Trocadero Group ว่า 365 Twelves นั้น Discontinue แล้ว และตอนนี้ที่เคาน์เตอร์ห้างก็ไม่มีจำหน่ายแล้วด้วย แต่ถ้าอยากได้จริงๆ ตาม web หรือ dealer ข้างนอกก็อาจจะยังพอหาได้ค่ะ ราคาที่ได้มาประมาณ 15,000 บาทค่ะ

Issey Miyake 365 Twelves

 

ทั้งหมดนี้คือนาฬิกาใน Collection ที่มีค่ะ สำหรับผู้อ่านที่สนใจรุ่นไหน (ที่ยังมีจำหน่าย) ก็อาจจะช่วยให้ข้อมูลได้ไม่มากก็น้อย หรือถ้าใครอยากสอบถามเพิ่มเติมก็ถามกันมาได้เลยค่ะ และถ้าเพื่อนคนไหนมีนาฬิกาดีๆ สวยๆ ราคาไม่แพงมากเกินไป อยากจะแนะนำก็บอกกล่าวกันมาได้นะคะ เพราะเราก็ยังคงเสาะหานาฬิกาใหม่ไปเรื่อยๆ ตามกำลังทรัพย์และความอยาก แล้วนาฬิกาควรมีการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ หากถ่านหมดควรเปลี่ยนถ่าน ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เพราะจะทำให้เครื่องนาฬิกาเสียได้ค่ะ เอาไว้คราวหน้าจะหา Tips ดีๆ มากฝากเกี่ยวกับเรื่องนาฬิกาอีก แล้วเจอกันใน Blog หน้าค่ะ 

“Time is the most valuable thing a man can spend.”

Search

Categories

Recent Posts

Recent Comments